Link เพื่อนบ้าน
คลิป ข่าวเคเบิลเพชร
วัวทะโมนแห่งลุ่มน้ำเพชร
สถิติstats.in.th เคเบิ้ลเพชร
อันดับ ทรูฮิต เว็บเคเบิ้ล
Biglovefm
fmpluscool 98.75 MHz
วัวลานเมืองเพชร
แม่กิมไล้ อร่อยสดจากเตาทุกวัน

แลกลิงค์เมล์มาที่
webmaster

   งานประเพณี
         ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลเขาย้อย เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 4 เลยจากแยกอำเภอเขาย้อย มาทางตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงทางเข้าโรงเรียนบ้านวัง เข้าไปประมาณ 150 เมตร ไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองเดียนเบียนฟู ในเวียดนามเหนือ มีความรู้ความชำนาญในการทอผ้าและจักสาน นิยมแต่งกายด้วยสีดำ มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ชาวลาวโซ่งส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ เป็นที่เก็บรวบรวมภาพชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตของชาวลาวโซ่งให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ภายในศูนย์ฯ มีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน บ้านจำลอง อักษรดั้งเดิม สาธิตการทอผ้า และขายสินค้าของที่ระลึก เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ และทุกวันเสาร์จะมีการฝึกสอนฟ้อนรำ การเป่าแคนแก่ลูกหลาน เปิดให้ชมฟรี ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีจะมีงานประเพณีสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นงานรื่นเริงสังสรรค์ของชาวลาวโซ่ง โดยจะหมุนเวียนกันจัดไปตามหมู่บ้านต่างๆ นอกจากนั้นหากนักท่องเที่ยวมาเป็นหมู่คณะและต้องการจะชมการแสดงประเพณีพื้นบ้าน เช่น พิธีเสนเรือน (เซ่นผีบ้าน) พิธีแต่งงาน การอิ้นคอน การเล่นลูกช่วง เพื่อการหาคู่ของหนุ่มสาว การฟ้อนรำแคน สามารถติดต่อล่วงหน้าโดยเสียค่าใช้จ่าย และหากต้องการจะพักค้างแรมศึกษาวิถีชีวิตของชาวลาวโซ่ง เสียค่าพักแรมคืนละ 200 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กำนันประนอม สืบอ่ำ โทร ( 032) 499208 โทรสาร ( 032) 439796
 
วัวเทียมเกวียน


ประวัติความเป็นมาของกีฬาวัวเทียมเกวียน กีฬาพื้นบ้านประจำสัปดาห์
กีฬาวัวเทียมเกวียนนั้น เดิมผู้ใหญ่เล่าว่า มีกันทุกตำบลหรือหมู่บ้านใหญ่ๆ ทุกแห่งที่มีการทำนา ปัจจุบันยังมีชชื่อเรียกลานที่ใช้เล่นวัวเกวียนว่า "หัวสนาม" บ้าง และ "ท้ายสนาม" " ต้นสนาม" บ้าง เป็นต้น อยู่ในสถานที่หลายแห่ง การเล่นวัวเกวียนจะมีการเล่นผลักเปลี่ยนกันในแต่ละท้องที่ ทำนองไปเอาแรง หรือไปเป็นแขกตอบแทน ที่เคยมาร่วมให้ความสนุกครึกครื้น ตัวอย่าง เช่น






          วันนี้ทางตำบลโรงเข้นักเล่นวัวเกวียนกัน แล้วหลังจากนี้ไปอีก 5 ถึง 7 วัน ก็นัดพร้อมกันไปเล่นที จำบลหนองกระปุหรือบ้านทาน หรือแห่งอื่นต่อๆไป หรืออาจเดินทางไปต่างถิ่นไกลๆ เช่น แถวบานถ้ำรงค์ บ้านไร่พะเนียด บ้านบางจาน บ้านกุ่ม บ้านหนองจอก ซึ่งคนละอำเภอ ก็แล้วแต่จะตกลงนัดแนะกันไว้ล่วงหน้า การเล่นวัวเกวียนนั้น มักจะเล่นกันตอนบ่ายที่ เรียกว่า แดดร่มลมตก พอเย็นพลบค่ำ ก็เลิกลาและนำวัวกลับบ้าน ไม่ได้เล่นช่วงกลางคืน อย่างเช่น วัวลาน การแข่งขันวัวเกวียน  
เป็นการเอาเกวียนที่เป็นเกวียนเก่าไม่ใช้งานแล้ว นำมาเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นบางอย่างออกแล้วเอามาใช้แข่งวัว โดยมีวัวเทียมเกวียน 2 เล่ม เล่มละ 2 ตัว วิ่งในลู่ทางตรงระยะทางประมาณ 100 เมตร ( วิ่งจริงราว 62 เมตร) ครึ่งหนึ่งของทางวิ่ง ต้องทำรั้วเตี้ยๆ กันไม่ให้วัววิ่งออกนอกลู่ เป็นรั้วทำง่ายๆ ใช้เสากระบอก มีไม้ไผ่ผ่าซีกผูกไว้สัก 3 ชั้น หรือ ใช้ทางตาลทั้งทาง ปักห่างๆ เป็นแนว 2 ข้างทางวิ่ง ในชนบทที่มีการแข่งขันวัวเกวียน สนามวัวเกวียนส่วนใหญ่เป็นสนามใช้ชั่วคราวอาจเลือกบริเวณชายทุ่งชายป่า หรือในนาข้าวที่ปรับพื้นดินให้เรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ การปล่อยวัวมีเส้นเริ่มต้นที่ เรียกวา "ผัง" นายสนามจะเป็นผู้คอยดูแลคู่แข่งขัน ในการตั้งผัง ถ้าให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันแล้ว ปรากฏว่าเกวียนแต่ละเล่มออกไม่พร้อมกันต้องนำมาตั้งที่ผังใหม่ เช่นเดียวกับเกวียนที่วัวพากันวิ่งออกนอกลู่ที่เรียกว่า "เสียสนาม" ก็ต้องนำมาตั้งใหม่ที่จุดเริ่มต้น "ผัง" หรือจะปรับแพ้ก็แล้วแต่จะตกลงกันไว้ ก่อนการเริ่มต้น การแข่งวัวเกวียนเป็นตอนสำคัญตอนหนึ่งที่ต้องชิงไหวพริบ เพื่อนเป็นการเอาชนะคู่แข่งขัน ในการเลือกวัวเข้าแข่งขันจะเลือกที่บ่าของวัว ( วัวบางตัวถนัดบ่าซ้ายหรือบ่าขวาที่ไม่เหมือนกัน) และต้องเลือก คนแทงวัวอีกด้วย เพราะคนแทงวัวก็เหมือนกับจ้อกกี้ที่ลงแซ้ม้าแข่ง

          การแพ้ชนะนั้นถือตามกติกาแล้วแต่จะตกลงกัน เช่น ต้องชนะกันขาดลำ คู่คี่ หรือเกวียนสะกัน (เกี่ยวลากกันไป) โดยลากอีกฝ่ายหนึ่งไปถึงหลักชัย (เรียกว่าเฉียบ) ไม่ถือว่าเป็นการชนะ การแพ้ชนะนอกจากฝีเท้าวัว และความเฉลียวฉลาดของวัวแล้ว คนบังคับวัววิ่งหรือคนแทงวัว ซึ่งประจำเกวียนอยู่นั้นต่างก็มีส่วนสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่จะลงปะฏักวัวไปตลอดการแข่งขัน เพื่อกระตุ้นให้วัววิ่งสุดกำลังตรงไปยังเส้นชัย เจ้าของวัวจึงมักจะต้องหาคนแทงวัวที่มีฝีมือเข้าทำการแข่งขัน วัวเกวียนเป็นการกีฬาที่ออกจะวิบาก มีการเล่นพนันขันต่อโดยตั้งเป็นเดิมพัน หรือเสมอนอกใน ระหว่างเจ้าของวัวและผู้ชม มีการพนันได้เสียแต่ไม่มากนัก เช่นเพียงแค่พนันสุราขวดสองขวด ความสนุกของชาวบ้านจึงอยู่กับวิถีชีวิต ที่เป็นลักษณะการใช้ชีวิตในแบบ ลูกทุ่งใกล้ชิดกับวัวสัตว์เลี้ยงที่ได้อาศัยแรงงาน ช่วงว่างงานนาก็นำวัวมาเล่นเป็นกีฬา ชาวนาจึงรู้และเข้าใจถึงธรรมชาต ิของวัวเป็นอย่างดี ไม่กลัวถูกย่ำ ถูกเตะ หรือ ขวิด สามารถยึดจับเข้าหน้าเข้าหลัง ทับหนอก ความสามารถบังคับวัวดังกล่าวจึงมีประโยชน์ไม่เฉพาะใช้งานเท่านั้น ยังนำมาเล่นเป็นกีฬาไม่ว่าจะเป็นการแข่งวัวเทียมเกวียนหรือวัวลานได้อีก เป็นของสนุกที่ชื่นชอบ ส่วนที่มีการเล่นพนันกันบ้าง ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ของคนรักสนุกไปอีกแบบหนึ่ง

           

  กฎ กติกา ในการแข่งขันวัวเทียมเกวียน ( ด้านความเร็ว)
1. สถานที่แข่งขันมีความยาว 120 เมตร
2. ทีมที่สมัครเข้าแข่งขัน มีทั้งหมด 8 คู่ เกวียน 16 เล่ม แข่งครั้งละ 1 คู่ เกวียน เล่มหนึ่งจะใช้วัวเทียมเกวียน 2 ตัว
3. ทางอำเภอจะจัดเตรียมเกวียนกลางไว้สำหรับแข่งขัน จำนวน 6 เล่ม ล้อสำรอง 4 ล้อ
4. ผู้ควบคุมวัวบนเกวียนมี 1 คน ใช้ปะฏักปลายแหลมไม่เกิน 4 มม. เพื่อสะกิดเตือนวัวคูใจให้ทะยานไปข้างหน้า โดยมีเฉียบ (เส้นชัย) วัวคู่ใดใช้เวลาน้อยที่สุดถือว่าชนะ
5. การให้สัญญาณ จะใช้ตีโกรกหรือระฆัง
6. การแข่งขันจะแข่งขันเป็นเวลา 3 วัน... ......

ชมพู่ เพชรบุรี

พันธุ์ที่นิยมปลูก ชมพู่เพชรสุวรรณ , ชมพู่เพชรสายรุ้ง , ชมพู่เพชรน้ำผึ้ง , ชมพู่ทับทิมจันทร์ , ชมพู่ทูลเกล้า , ชมพู่น้ำดอกไม้ , และพันธุ์อื่น ๆ
ชื่อสามัญ Rosoe apple
ชื่อวิทยาศาสตร์ Eugenia javaniea lamk Family myrtaceae
ประวัติ ชมพู่เป็นไม้ผลที่มีคนนิยมปลูกมาก เพราะปลูกง่าย โตเร็ว รสชาติหวานกรอบ มีวิตามินซีสูง นิยมนำไปฝากญาติมิตร เพราะเป็นผลไม้ที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคเนื่องจากการปลูกชมพู่ต้องห่อผล ระยะเวลาการห่อผล 20 – 25 วัน ฤทธิของสารเคมีต่าง ๆ หมดฤทธิแล้ว หลังจากซื้อมาแล้วนำมาล้างผลด้วยน้ำสะอาดนิดหน่อยรับประทานได้เลย ชมพู่จัดเป็นไม้ผลเมืองร้อนมีถิ่นกำเนิดแถบประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับหว้า และยูคาลิปตัส

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของชมพู่
ชมพู่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ สูงประมาณ 15 – 25 เมตร ลำต้นขรุขระไม่ตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก สีน้ำตาลคล้ำใบค่อนข้างใหญ่เรียวยาวเป็นมัน ดอกสีขาวเป็นแบบชนิดดอกสมบูรณ์เพศ ดอกใหญ่มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลมีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ เนื้อสีขาวถึงขาวขุ่นมี 1 – 3 เมล็ด เวลาแก่จัดเมล็ดจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม

พันธุ์

     ชมพู่เพชรสุวรรณ เป็นชมพู่ทีมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย เป็นพันธุ์ทีให้ผลผลิตเร็ว จะให้ผลผลิตหลังจากปลูก 7 – 8 เดือนเท่านั้น รูปทรงคล้ายชมพู่เพชร แต่มีผลคล้ำกว่าผิวมันมากกว่า รูที่ก้นผลจะกว้างกว่าชมพู่เพชรสายรุ้ง มีความกรอบและความหวานน้อยกว่า ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่หลอกผู้บริโภคว่าเป็นชมพู่เพชรสายรุ้ง

     ชมพู่เพชรสายรุ้ง เป็นชมพู่ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างชมพู่กระหลาป๋าของดินโดนีเซียกับชมพู่แดงของไทย อายุตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลได้ประมาณ 2 – 3 ปี แล้วแต่การบำรุงรักษา เป็นชมพู่ที่มีรสหวานกรอบ และราคาแพงที่สุดในบรรดาชมพู่ด้วยกัน แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องทำนั่งร้าน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าชมพู่พันธุ์อื่น ๆ ชมพู่เพชรสายรุ้ง เป็นพันธุ์ที่ปลูกในจังหวัดเพชรบุรีมาตั้งแต่ปี 2378 รูปทรงคล้ายระฆังคว่ำ ตรงกลางผลป่องเล็กน้อย เวลาแก่จัดจะเห็นเส้นเอ็นสีแดงที่ผลชัดเจน เนื้อแข็งกรอบหวาน มีความหวานระหว่าง 11 – 15 % ( เปอร์เซ็นความหวาน)

     ชมพู่เพชรน้ำผึ้ง เป็นพันธุ์ที่มีเกษตรกรนำมาจากประเทสมาเลเซีย แต่ตั้งเดิมเป็นพันธุ์มาจากประเทศอินโดนีเซีย มีลักษณะผลคล้ายชมพู่ทูลเกล้า คือผลเรียวยาวสีแดงเข้ม รสหวานอมฝาดเล็กน้อย ความหวานประมาณ 10 – 13 % ( เปอร์เซ็นความหวาน) ข้อดีของชมพู่พันธุ์นี้คือเปลือกของผลค่อนข้างหนาทำให้ไม่ช้ำง่ายเหมือนพันธุ์อื่น ๆ ขนส่งได้ไกลไม่มีเมล็ด และน้ำหนักต่อผลดี สีสวยเหมาะแก่การจัดกระเช้าเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่

     ชมพู่ทับทิมจันทร์ เป็นชมพู่ที่นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย เดิมมีชื่อว่า ชีตา เกษตรกรนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2538 นำมาขยายพันธุ์และตั้งชื่อใหม่หลายชื่อ ลักษณะทรงผลคล้ายชมพู่เพชรน้ำผึ้ง แต่ก้นผลใหญ่กว่า เส้นเอ็นที่ผลเด่นชัดกว่า ผิวมันเป็นประกาย รสชาติหวาน เนื้อแน่นไม่มีเมล็ดผิวค่อนข้างหนาขนส่งได้ไกล ไม่ช้ำง่าย แต่มีข้อเสียคือการออกผลจะไม่ออกทั้งปี และไม่ค่อยดกเหมือนชมพู่พันธุ์อื่น ๆ

     ชมพู่ทูลเกล้า เป็นชมพู่ที่นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียเหมือนกัน นำมาปลูกครั้งแรกที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อปี 2520 เป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย สำต้นไม่สูงมากนักจะให้ผลหลังจากปลูกประมาณ 6 – 8 เดือน ออกผลทะวายทั้งปี สีผลมีสีเขียวอ่อน หวานไม่มากนัก ปัจจุบันมีผู้ปลูกไม่มากนัก เพราะราคาสู้ชมพู่พันธุ์อื่น ๆ ไม่ได้

     ชมพู่พันธุ์น้ำดอกไม เป็นชมพู่พันธุ์ดั้งเดิมของไทย มีลักษณะต้นและใบคล้ายต้นหว้า ใบเรียวแหลมเป็นมัน มีผลคล้ายลูกจันทร์ สีเหลืองทอง มีกลิ่นหอมคล้ายดอกนมแมว เนื้อบาง สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ จะให้ผลหลังจากปลูกประมาณ 2 ปี

การขยายพันธุ์

ชมพู่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น
     1. การชำ เป็นการขยายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด   เพราะสะดวกรวดเร็ว และทำได้ครั้งละมาก ๆ เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย โดยจะตัดปลายกิ่งของชมพู่ยาวประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร จุ่มฮอร์โมน NAA ที่มีขายตามท้องตลาดทั่ว ๆ ไปแล้วนำไปชำในแปลงพ่นหมอก ประมาณ 15 – 20 วัน ก็จะออกรากหลังจากนั้นนำไปชำในถุงพลาสติกที่บรรจุขี้เถ้าแกลบนำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร หรือในเรือนเพาะชำอีก 25 – 30 วัน ก็นำไปจำหน่ายหรือปลูกได้
     2. การตอน เป็นการขยายพันธุ์อีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน แต่จะเป็นการขยายพันธุ์เพื่อนำไปปลูกเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องมีแปลงพ่นหมอกก็สามารถขยายพันธุ์ได้โดยเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป และควั่นกิ่งขูดเยื่อเจริญออกหุ้มด้วยกาบมะพร้าว และถุงพลาสติกมัดให้แน่นประมาณ 45 วัน ก็จะออกรากตัดกิ่งและนำไปชำในถุงพลาสติกอีกประมาณ 20 – 25 วัน ก็นำไปปลูกได้
    3. การเพาะเมล็ด ส่วนนี้จะใช้กับการขยายพันธุ์ชมพู่ที่มีเมล็ดและจะใช้เพื่อการผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ ๆ หรือเพื่อการวิจัยพันธุ์เท่านั้น เพราะจะให้ผลผลิตช้าและคุณภาพของผลอาจจะไม่เหมือนต้นพันธุ์เดิม

      ดินที่เหมาะสม ชมพู่เป็นไม้ผลที่สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ที่ดีที่สุดต้องเป็นชุดดินท่าม่วง ซึ่งเป็นดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำใหม่ที่แม่น้ำลำคลองพัดมาทับถมทุกปี เป็นดินใหม่อายุน้อย มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึกไม่เกิน 30 เซนติเมตร มีความเป็นกรดเล็กน้อย เป็นกลาง ประมาณ 6.5 – 7.0 มี ฟอสฟอรัสและโปรแตสเซี่ยมค่อนข้างสูง ระบายน้ำได้ดี ดินชนิดนี้เหมาะสำหรับปลูกไม้ผลมาก

       การเตรียมดิน ชมพู่ปลูกได้ทั้งสภาพไร่และสภาพสวน หรืออาจจะกล่าวได้ว่าปลูกแบบยกร่อง ขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องกว้างประมาณ 2 เมตร ซึ่งการปลูกวิธีนี้นิยมมากในแถบจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม และการปลูกในสภาพพื้นที่ราบ ซึ่งนิยมปลูกในแถบจังหวัดเพชรบุรี การปลูกทั่งสองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันคือ การปลูกในสภาพพื้นราบผลชมพู่จะมีขนาดเล็กกว่าแต่รสชาติหวานกว่า เพราะขาดน้ำ แต่การปลูกในสภาพยกร่องผลชมพู่จะมีขนาดใหญ่กว่า แต่มีรสจืดเพราะบังคับน้ำไม่ได้

       การปลูก หลังจากเตรียมพื้นที่ที่จะปลูกแล้ว ก็ลงมือขุดหลุมปลูกทันที โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยรองพื้นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 คลุกเคล้าให้เข้ากันภายในหลุม นำต้นชมพู่แกะถุงพลาสติกออกลงปลูก หาหลักปักผูกเชือกกันลมโยกต้นจะทำให้ต้นชมพู่ไม่โต ฤดูการปลูกได้ทุกฤดู แต่ที่นิยมปลูกได้แก่ฤดูฝนเพระไม่ต้องดูแลรักษามาก แต่ควรทำทางระยายน้ำกันต้นเน่า แต่ถ้าปลูกในฤดูแล้งควรหาเศษฟางแห้ง หรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้นป้องกันความชื้นระเหย

การดูแลรักษา

1. การให้น้ำ แบ่งออกเป็น 2 วิธี
   •  การให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์
   •  การให้น้ำแบบแอ่งรอบโคนต้น

        ระยะเริ่มปลูกใหม่ ๆ ควรให้น้ำวันละ 1 – 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น จนกว่าต้นชมพู่จะตั้งตัวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพการอุ้มน้ำของดินที่ปลูกด้วย คือถ้าดินเก็บความชื้นได้ดีเช่นดินเหนียว ระยะการให้น้ำ ก็ห่างออกไปอาจจะเป็น 2 – 3 วัน/ครั้ง แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพการอุ้มน้ำของดินที่ปลูกด้วย คือถ้าดินเก็บความชื้นได้ดีเช่นดินเหนียว ระยะการให้น้ำ ก็ห่างออกไปอาจจะเป็น 2 – 3 วัน/ครั้ง แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้ ระยะก่อนให้ผล เนื่องจากชมพู่เป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำค่อนข้างมากหลังจากฤดูฝนผ่านไปแล้วควรทำแอ่งน้ำล้อมรอบโคนต้นและให้น้ำจนเต็มแอ่งปล่อยให้น้ำแห้งไปเองจะช่วยยืดระยะการให้น้ำ ระยะให้ผล ควรให้น้ำประมาณ 5 – 7 วัน/ครั้ง ถ้าดินที่เก็บความชื้นไม่ดีการให้น้ำอาจจะต้องดีกว่านี้ เพราะถ้าให้น้ำไม่เพียงพอในช่วงนี้จะทำให้ผลร่วง ผลเล็กไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะมีผลทำให้ขายไม่ได้ราคา ก่อนจะเก็บเกี่ยวผลประมาณ 7 วัน ควรงดการให้น้ำจะทำให้ผลชมพู่มีรสหวานอร่อย ซึ่งระยะนี้ถ้าไม่งดการให้น้ำ ผลชมพู่จะมีรสจืดและมีน้ำในผลมาก

2. การให้ปุ๋ย
      ระยะต้นเล็ก ควรให้ปุ๋ยคอก เช่น ปุ๋ยมูลค้างคาว หรือปุ๋ยคอกอื่น ๆ รวมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 โดยใส่ครั้งละน้อย ๆ รอบโคนต้นประมาณ 15 วันครั้ง ปัจจุบันนิยมใช้ปุ๋ยมูลหมูหมักแทนปุ๋ยมูลวัว เพราะในปุ๋ยมูลหมูหมักไม่มีเมล็ดวัชพืชติดมากับปุ๋ย และราคาก็ไม่แพงมากนัก ปุ๋ยชนิดนี้ได้จากการเลี้ยงหมู แล้วนำมูลหมูไปทำแก๊ซชีวภาพ ระยะต้นใหญ่ หลังจากต้นชมพู่มีขนาดใหญ่พอสมควรพร้อมที่จะให้ผลแล้วก็เปลี่ยนมาใช้สูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการออกดอก โดยใช้อัตราส่วนครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มแปลงเมตรเป็นกิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งห่างกันประมาณ 2 อาทิตย์ โดยใส่พร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หลังจากชมพู่ให้ผลแล้ว เปลี่ยนมาใช้ 13-13-21 โดยใช้อัตราส่วนเหมือนกับ 8-24-24 จะทำให้ผลชมพู่มีคุณภาพดีขึ้น นอกจากนี้ต้องใช้พวกธาตุอาหารรองต่าง ๆ ฉีดพ่นประมาณ 7- 15 วัน/ครั้ง การให้ปุ๋ยทางใบ การให้ปุ๋ยทางใบส่วนใหญ่เป็นการให้เสริมจากการให้ปุ๋ยทางดินมีหลักการให้พอสรุปได้ดังนี้
เมื่อต้นชมพู่แตกใบอ่อนช้าหรือแตกใบอ่อนไม่สม่ำเสมอใช้ไทยโอยูเรียอัตรา 100 – 130 กรัม/น้ำ 20 ลิต พ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1 – 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 7 – 10 วัน จะช่วยให้แตกใบเร็วและสม่ำเสมอขึ้น หลังแตกใบอ่อนถ้าใบมีความสมบูรณ์ต่ำไม่เขียวเข้มเป็นมันใช้ 30-20-10 หรือ 30-20-20 ฉีดพ่นอัตรา 20 – 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับชมพู่ และจากการวิจัยพบว่าใบสมบูรณ์ 1 ใบ มีคุณค่ามากกว่าใบไม่สมบูรณ์ 10 ใบ ในต้นเดียวกัน ระยะใบแก่ก่อนออกดอก เพื่อช่วยให้ผลแก่เร็วขึ้นและป้องกันการแตกใบอ่อนเมื่อมีฝนตกชุกควรพ่น 0-52-34 อัตรา 100 – 150 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 7 – 15 วัน/ครั้ง ระยะชมพู่ออกดอกหรือระยาฝาชีควรพ่น GA ยืดช่ออัตรา 2 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ผสมอาหารเสริมพวกน้ำตาลกูลโคสจะทำให้ชมพู่มีสีที่สดใสขึ้น

3. การควบคุมวัชพืช การควบคุมกำจัดวัชพืชทำได้หลายวิธี ได้แก่
      - วิธีกล เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมมากที่สุด เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมของเกษตรกรและของพื้นที่ โดยใช้จอบดาย พรวนดินและคุมโคนต้นชมพู่ด้วยฟางในฤดูแล้งป้องกันการระเหยของน้ำ และระบายน้ำออกในฤดูฝน
     - การใช้สารเคมี เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมมากนัก เพราะว่าผลเสียทำให้ผลชมพู่เน่าเสียหายมาก นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ซึ่งกำลังทดสอบอยู่

การห่อผลชมพู่
        เนื่องจากชมพู่เป็นไม้ผลที่แมลงวันผลไม้ชอบทำลายมากที่สุดพืชหนึ่ง ถ้าไม่มีการห่อผลแล้วโอกาสที่แมลงวันผลไม้ทำลายให้ผลเน่าเสียมีมากกว่า 90 % วิธีการห่อผล ชมพู่เป็นไม้ผลที่ออกดอกครั้งละมาก ๆ หลังจากออกดอกแล้วประมาณ 2 เดือน ก็สามารถห่อผลได้โดยเลือกผลที่สมบูรณ์ไว้ช่อละ 3 ผล ไม่ควรเอาไว้มากกว่านี้ จะทำให้ผลเล็กคุณภาพไม่ดี ผลที่เลือกไว้เป็นผลหรือช่อที่ขั้วชี้ลงด้านล่าง จะเป็นช่อที่แข็งแรงกว่าช่อที่ขั้วหันขึ้นทางด้านบน และควรเป็นช่อดอกที่ออกบริเวณกิ่ง ไม่ควรเอาช่อที่ออกบริเวณปลายกิ่งเพราะจะทำให้ได้ผลที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการลำเลียงอาหารส่งไปได้น้อยกว่าช่อดอกที่ออกบริเวณกิ่ง หลังจากเลือกช่อผลที่ต้องการห่อได้แล้ว ก็ใช้ถุงกระดาษซึ่งจาการวิจัยพบว่าถุงกระดาษที่ทำจากถุงปูนซีเมนต์ ขนาด 6 x 14 นิ้ว ให้ผลดีที่สุด รองลงมาได้แก่ถุงพลาสติกแต่ละสีก็จะให้สีผลชมพู่ต่างกัน ซึ่งจากการทดสอบกับชมพู่เพชรสุวรรณ ชมพู่ทูลเกล้า และชมพู่น้ำดอกไม้พบว่า ถุงสีแดงและสีเหลืองจะให้สีผลที่สดใสและเป็นมันมากกว่าสีอื่น ๆ

การแต่งกิ่ง
        ขณะที่ต้นชมพู่ยังเล็กควรตัดแต่งเพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ เช่นให้มีกิ่งใหญ่ประมาณ 2 – 3 กิ่ง กิ่งที่เหลือตัดออก หรือถ้าต้องการให้มีทรงพุ่มแบบต้นเดี่ยว ๆ ก็ต้องตัดกิ่งที่ไม้ต้องการออก ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของสวน แบ่งออกได้ดังนี้ การตัดแต่งประจำปี ควรตัดแต่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ซึ่งประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยยึดหลักกิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่ไขว้ไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่ฉีกหัก โดยตัดชิดโคนกิ่งและใช้สารเคมีที่ป้องกันกำจัดเชื้อราทาบริเวณแผล และถ้าเป็นต้นที่สูงใหญ่มาก ๆ ไม่สะดวกแก่การปฏิบัติงานควรตัดยอดทิ้งเพื่อบังคับไม่ให้ต้นสูงเกินไป ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ด้วย การตัดแต่งตามความจำเป็น เป็นการตัดแต่งขณะห่อผลเพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติงาน เกษตรกรนิยมใช้มือดึงกิ่งที่ไม่ต้องการออก และเพื่อให้ตาที่จะแตกเป็นกิ่งช้ำไม่แตกออกมาอีก ซึ่งตามหลักวิชาการใช้กรรไกตัดจะทำให้เกิดกิ่งใหม่ปริมาณมากเสียเวลาตัดแต่งอีกหลายครั้ง

ฤดูกาลออกดอกและติดผลของชมพู่
       
หลังจากเก็บเกี่ยวและตัดแต่งต้นชมพู่แล้ว ต้นชมพู่จะสะสมอาหารไว้ที่ต้นและใบเมื่อมีอาหารเพียงพอและสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม ชมพู่ที่จะออกดอกออกผลโดยมีช่วงที่ออกดอกดังนี้ ออกดอกเดือนตุลาคม รุ่นนี้ออกดอกไม่มากนักจะเก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนธันวาคม ส่วนใหญ่ราคาจะดี ออกดอกเดือนพฤศจิกายน รุ่นนี้จะออกดอกทะยอยต่อจากรุ่นเดือนตุลาคม ออกดอกค่อนข้างมากจะสามารถเก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนมากราคม ราคาไม่ค่อยดีนัก ออกดอกเดือนธันวาคม รุ่นนี้ออกดอกมากที่สุด จะเก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนใหญ่ราคาไม่ค่อยดี เพราะจะมีผลไม้ชนิดอื่นออกมาสู่ตลาดมาก เช่น มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด และอื่น ๆ นอกจากนี้ชมพู่ยังสามารถออกดอกทะยอยได้ทั้งปีลำต้นมีความสมบูรณ์เพียงพอ แต่ดอกไม่ค่อยมาก อาจจะไม่คุ้มกับการลงทุนถ้าเกษตรกรไม่ต้องการก็ควรใช้ฮอร์โมน NAA เช่น เพลนโนฟิกซ์ฉีดพ่นอัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นที่ดอกจะทำให้ดอกที่เราไม่ต้องการร่วงได้

การบังคับให้ออกนอกฤดู
        ปกติชมพู่เป็นไม้ผลที่ออกทะวายอยู่แล้วแต่ปริมาณไม่มากนักไม่คุ้มกับการลงทุน นักวิชาการต่าง ๆ จึงหาวิธีทำให้ออกนอกฤดูเพื่อหลีกเลี่ยงการออกในฤดู ซึ่งจากการติดผลทางวิชาการยังไม่มีวิธีที่ได้ผลดีนัก นอกจากบำรุงต้นให้สมบูรณ์เต็มที่โดยการใส่ปุ๋ยทั้งทางพื้นดินและให้ปุ๋ยทางใบพร้อมกับการตัดแต่งกิ่ง

ตลาดที่จำหน่าย
        ชมพู่เป็นไม้ผลที่มีเปลือกค่อนข้างบางทำให้ช้ำง่าย ขนส่งได้ไม่ไกลตลาดส่วนใหญ่จึงอยู่ภายในประเทศ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ส่งไปยังประเทศฮ่องกง และประเทศใกล้เคียง การรับซื้อถ้าเป็นสวนที่ปลูกชมพู่มากจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน โดยนำผลชมพู่ไปก่อนแล้วจ่ายเงินทีหลัง แต่ถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจะจ่ายเงินสดเลย ถ้าเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกไม่มากนัก เกษตรกรจะนำผลชมพู่มาส่งที่ตลาดท่ายาง และตลาดบ้านลาด พ่อค้าและแม่ค้าคนกลางจะรวบรวมส่งตลาดปากคลองตลาดกระจายสู่จังหวัดใกล้เคียงต่อไป

คุณค่าทางอาหารของชมพู่ ในเนื้อชมพู่ 100 กรัม ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหารดังนี้
พลังงาน 24 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 0.5 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม
แคลเซี่ยม 2 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
ไวตามินซี 32 มิลลิกรัม

ต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกชมพู่ พื้นที่ 1 ไร่
ไม่รวมชมพู่เพชรสายรุ้ง (พื้นที่ยกร่อง) จำนวนต้นเฉลี่ย
42 ต้น

   
หจก. เพชรบุรีเคเบิ้ลทีวี เลขที่ 30/1 ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี โทร.0-3241-2372 แฟ็กซ์ต่อ 13 ( 24ชม.)
Copyright©2004 Cablephet.Com. All rights reserved. Develop By NetworkDD.com