เรื่อง: ภาวิน พวงมาลัยตระกูล April 4, 2020 กาลครั้งหนึ่ง เมื่อคนหลงผิดมีความรู้สึกว่า HIV หรือ AIDS เป็นโรคมะเร็งเกย์ Highlights เกย์ถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุการระบาดของ HIV/AIDS ด้วยเหตุว่าผู้เจ็บป่วยคนแรกที่ตรวจเจอว่าติดเชื้อโรคในประเทศประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นชายรักร่วมเพศ งานค้นคว้าเชิงพฤติกรรมศาสตร์เรื่อง Tearoom Trade ประกอบสร้างความชังต่อ LGBT ว่าดำเนินชีวิต ‘ไม่ปกติ’ มีความเสี่ยงต่อการติดโรค ตอนปี 1980 คนมีความคิดว่า AIDSหมายถึง’โรคมะเร็งเกย์’ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเปิดเผยแพร่หนังสือพิมพ์เกย์เพื่อปรับแต่งความเข้าใจผิดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ข้างหลังปี 2000 แนวทางการเล่าเรื่องเกย์ที่ติดเชื้อโรค HIV/AIDS แปรไป หันมาช่วยเหลือความรู้ความเข้าใจรวมทั้งเห็นอกเห็นใจว่าพวกเขาเป็นเหยื่อการจัดการงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล Reagan เนื้อหานี้ยังเชื้อเชิญพินิจพิจารณาภาพยนตร์อเมริกัน 2 เรื่อง The Laramie Project แล้วก็ Dallas Buyers Club, บทประพันธ์ Undetectable ของคนประเทศอเมริกาเชื้อสายมาเลย์ และก็ขำขันจบในตอน (skit) เรื่อง Little Britain จากสหราชอาณาจักร วันที่ 24 เดือนเมษายน 1980 คนเมืองซานฟรานซิสโกชื่อ Ken Horne ถูกส่งตัวไปยังศูนย์คุ้มครองป้องกันโรคติดต่อ เขามีลักษณะอาการหน้ามืด ตาลาย ร่างกายอ่อนกำลัง ผิวหนังมีจุดสีม่วงคล้ำหลายที่ ฮอร์นเป็นคนป่วยรายแรกที่ตรวจเจอว่าติดโรค HIV/AIDS ในประเทศประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านั้นเขาร่วมเพศกับหญิงงามเมืองชายที่อาบอบนวดแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก พื้นฐานหมอวิเคราะห์ว่าฮอร์นเป็นโรคมะเร็ง 6 เดือนถัดมาก็เจอผู้เจ็บป่วยอาการเหมือนกันมากขึ้นอีกปริมาณ 41 คน ซึ่งทั้งปวงเป็นชายรักชายที่อาศัยอยู่ในเมืองแคลิฟอร์เนียและก็นิวยอร์ก สร้างความตกใจกลัวแก่มหาชน เนื่องจากไม่เคยรู้สิ่งที่ทำให้เกิดการระบาดรวมทั้งวิธีการป้องกัน คนเจ็บที่ติดโรค HIV/AIDS ก็เลยถูกปล่อยปละละเลยถึงแม้ว่าจะจากคนสนิท ยิ่งไปกว่านั้นสถานพยาบาลก็ยังไม่ยอมรับการดูแลรักษา สิ่งที่อันตรายพอกันกับโรคระบาดเป็นความหวาดกลัวซึ่งมีเหตุมาจากความไม่รู้รวมทั้งข้อมูลที่บิดเบือน ตอนต้นโรคระบาดนี้ถูกเรียกว่า GRID ย่อมาจาก gay-related immune deficiency หรือโรคภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องที่เกิดกับเกย์ บางบุคคลก็เรียกว่าโรคมะเร็งเกย์ สังคมติเตียนเกย์ว่ามั่วเซ็กซ์กระทั่งฯลฯโคนของการแพร่ระบาด สร้างเหตุผลรองรับความไม่ชอบ ก่อนหน้านั้นในปี 1970 นักวิชาการชื่อ Laud Humphreys ได้เผยแพร่หนังสือเรื่อง Tearoom Trade: Impersonal Sex in Public Places ซึ่งเรียนการกระทำของชายที่มีเซ็กส์อีกทั้งแบบข้างนอกแล้วก็สอดใส่กับชายร่วมกันในส้วมสาธารณะ ดังนี้ตอนเก็บข้อมูล ฮัมฟรีย์สปกปิดตัวตนและก็เหตุผลของการศึกษาเล่าเรียน มิได้แจ้งข้อมูลที่จำเป็นจะต้องให้ ‘ผู้ถูกศึกษาค้นคว้า’ ทราบ หนังสือถูกจู่โจมอย่างมากเรื่องจรรยาบรรณการศึกษาค้นคว้าวิจัยในมนุษย์ สหายร่วมงานกว่าครึ่งค่อนสาขาวิชาลาออกเนื่องจากทนมองหน้ากันถัดไปมิได้ หนังสือพิมพ์ The Washington Post สาปนักสังคมศาสตร์อย่างฮัมฟรีย์สว่าทำศึกษาค้นคว้าอย่างไรให้ดูถูกเหยียดหยามเกียรติยศความเป็นคน ถึงแม้ผู้ถูกศึกษาค้นคว้าส่วนมากเกือบจะ 60 เปอร์เซ็นต์แบ่งประเภทตนเองว่าไม่ใช่ชายรักชาย พวกเขาตกลงใจมีความเชื่อมโยงลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเพียงคิดบันเทิงใจและก็ได้ปล่อย แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ตอกย้ำซ้ำเติมภาพเหมารวมว่าเกย์มีเซ็กซ์สุดพิลึกและไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อคู่สามีภรรยาของตัวเอง งานค้นคว้าเชิงพฤติกรรมศาสตร์ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคที่ขยายตัวกว้างขึ้นสร้างความมัวหมองประจำตัว (stigma) หากเป็นเกย์จะถูกตีตราโดยทันทีว่ามั่วเซ็กซ์และก็มีเชื้อ HIV/AIDS แม้ในเวลาถัดมาจะมีการแก้ข่าวสารให้ข้อมูลที่ถูก ดังเช่นแพทย์ Lawrence Mass ที่เขียนชี้แจงในบทความชื่อ Disease Rumors Largely Unfounded เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เกย์ New York Native ฉบับทุกวันที่ 18 พ.ค. 1981 แมส รับรองว่าโรคมะเร็งเกย์เป็นข่าวโคมลอย ไม่มีมูล ศูนย์คุ้มครองป้องกันโรคติดต่อที่อเมริกายังไม่ฟันธงว่าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นกับเกย์เพียงแค่นั้น หนังสือพิมพ์ New York Native จัดตั้งขึ้นเพื่อประมวลข้อสรุปเกี่ยวกับ HIV/AIDS ระหว่างปี 1980-1997 แต่ว่าเมื่อภาพจำเกิดขึ้นและจากนั้นก็ปรับแต่งตรากตรำ Little Britain Little Britain เป็น sketch comedy เรื่องขำขันจบในตอนสั้นๆถ่ายทอดทางช่อง BBC ใช้ขบขันร้ายเสียดสีภาพเหมารวมของเกย์ผ่านนักแสดง Daffyd Thomas ได้เจ็บแสบดี เขาถูกใจจิตว่าตนเองเป็นเกย์เพียงผู้เดียวในหมู่บ้าน ‘I’m the only gay in the village.’ โทมัสไปขอรับการตรวจ HIV เจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ซักเรื่องราวแล้วพบว่าเขาปราศจากความเสี่ยง ไม่เคยร่วมเพศ แม้กระนั้นโทมัสก็การันตีหนักแน่นว่าเขาอาจมีเชื้อ HIV เนื่องจากเป็นเกย์ ผ่านมาฝั่งสหรัฐฯ ภาพยนตร์เรื่อง Dallas Buyers Club ที่สร้างโดยใช้โครงเรื่องจากชีวิตจริงของ Ron Woodroof เขาพบว่าตนเองติดเชื้อโรค HIV/AIDS ช่วงปลายปี 1980 ตอนแพทย์แจ้งผลของการตรวจแล้วก็ชี้แจงความน่าจะเป็นของการได้รับเชื้อ วูดรูฟทั้งยังโกรธทั้งยังกลัวแพทย์หลงผิดมีความรู้สึกว่าเขาเป็นเกย์ ภาพตัด หูดับ ไม่ฟังคำชี้แจงใดๆก็ตามเพื่อนพ้องในวงสุราก็เชื่อเหมือนกัน พอเพียงเมาและล้อเลียนวูดรูฟว่าไปมีเซ็กซ์กับเพศชายมา ที่บ้านพบมือดีพ่นสีล้อเลียนบนฝา ตอนแพทย์ชี้แนะว่ามีการจับกลุ่มของผู้ติดเชื้อโรค HIV/AIDS เพื่อช่วยเหลือเจือจานกันและกัน วูดรูฟไม่ยอมรับที่จะร่วมด้วยเหตุว่ารู้สึกว่าในกรุ๊ปจะต้องมีแม้กระนั้นชายรักชายแน่นอนทำให้เห็นว่าขณะนั้นสังคมยังขาดความเข้าใจเข้าใจ HIV/AIDS ผู้กำกับเลือกดึงความเป็นผู้ชายจัดในตัวคาวบอยจากเมืองทางตอนใต้ของอเมริกา ถูกใจปราบพยศวัวกระทิง ดำเนินงานเป็นช่างไฟแมนๆแล้วภาพสลับมาที่วันหนึ่งชายคนนี้ถูกเพื่อนพ้องล้อว่าเป็นกะเทย ทำเอาวูดรูฟคลุ้มคลั่งรวมทั้งซวดเซไปต่อผิดแบบเดียวกัน เนื่องจากว่าตนเองไม่ชอบกรุ๊ปชายรักชายมากมาย รับมิได้จนกระทั่งจำต้องลากตนเองไปห้องหนังสือเพื่อหาข้อมูลมาทำลายคำปรามาส พิสูจน์ว่าตนเองติดเชื้อโรค HIV ด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น กู้อีโก้เก๋กลับ Dallas Buyers Club ที่มา : mangomoment.wordpress.com ถ้ามองดูอีกมุมหนึ่งเกย์ผู้ติดเชื้อโรค HIV/AIDS เป็นเหยื่อของการจัดการงานล้มเหลวของรัฐบาล Ronald Reagan เรแกนครอบครองตำแหน่งผู้นำที่สหรัฐฯระหว่างปี 1981-1989 รัฐบาลของเขาเพียรพยายามซุกปัญหาโรคระบาดไว้ใต้ประพรม ไม่เรียนเพิ่มเติมอีกรวมทั้งเผยข้อมูลให้ชัดเจน ทำให้ผู้ติดเชื้อโรคเยอะแยะใช้ตนเองเป็นตัวทดลองยาที่มิได้รับการยืนยันมาตรฐาน ลองถูกลองผิดจนถึงเสียชีวิตไปก็มากมาย ในหนังเรื่อง Dallas Buyers Club นั้น วูดรูฟกล่าวร้ายอย.ของอเมริกา (FDA) ว่ารับใต้โต๊ะจากบริษัทขายยา ผูกขาดนำยาต่อต้าน AZT เพียงแค่ประเภทเดียวมาทดสอบการใช้กับคนเจ็บโดยไม่สนใจว่าอาจมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคนี้ได้ มุ่งสืบเสาะหากำไร ไม่มีความสนใจการดำรงชีวิตของประชาชน เมื่อเมืองเอาแต่ได้ วูดรูฟก็เลยดิ้นรนหาทางรอดด้วยการพึ่งพาตนเองเสียเป็นส่วนมาก ขับขี่รถผ่านชายแดนไปประเทศเม็กซิโกเพื่อทดลองยาจำพวกอื่น เพียงพอมีความเห็นว่ายาเกิดผลดี สุขภาพของเขาฟื้นตลอด วูดรูฟก็กลับมาตั้งสโมสรช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโรค HIV/AIDS คนอื่นๆ เริ่มต้นก็เป็นการค้าขาย แต่ว่าส่วนท้ายของหนังวูดรูฟช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลทดแทน จุดเปลี่ยนแปลงผ่านของหนังเกิดขึ้นเมื่อวูดรูฟเจอกับหญิงผ่านเพศชื่อ Rayon ทีแรกๆวูดรูฟก็ตั้งป้อมชังเรยอน แต่ว่าเมื่อความเกี่ยวเนื่องปรับปรุงไป เรยอนกลายเป็นผู้ช่วยทางด้านการค้า กระจัดกระจายยาของวูดรูฟสู่ตลาดเกย์และก็เพศช่องทางอย่างมากมาย เมื่อได้ทราบได้มองเห็นมากยิ่งขึ้นวูดรูฟก็เลยคิดได้ว่าตัวเองและก็กรุ๊ปบุคคลที่มีความมากมายทางเพศต่างก็เป็นเหยื่อของรัฐบาลเท่าเทียมกัน ความเกลียดชังก็ลดลงกระทั่งหมดไปสุดท้าย แล้วก็มองดูเขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้พบเจอโชคชะตาเดียวกัน หากแม้ภาพยนตร์เรื่อง Dallas Buyers Club จะปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจผิดว่าเกย์เป็นที่มาของการแพร่ขยายเชื้อ HIV/AIDS แม้กระนั้นฮอลลีวูดก็ยังไม่ทอดทิ้งการมัดเรื่องแบบเดิม ชมเชยเพศชายเป็นผู้แทนการต่อสู้กับการกดขี่ของเมือง ตัดทอนหญิงผ่านเพศและก็ผู้แสดง LGBT อื่นๆให้เป็นเพียงแต่องค์ประกอบให้วูดรูฟสะดุดตาขึ้นเพียงแค่นั้น The Laramie Project ที่มา : imdb.com ภาพยนตร์เรื่อง The Laramie Project ผลิตขึ้นจากชีวิตจริงของ Matthew Shepard เป็นหนังที่ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับเกย์และก็ HIV/AIDS ได้ลึกซึ้งน่าดึงดูด คืนวันที่ 12 ต.ค. 1998 เชพเพิร์ดซึ่งเวลานี้แก่เพียงแต่ 21 ปี เป็นเกย์รวมทั้งเรียนอยู่ที่ University of Wyoming ถูกนิสิตร่วมมหาวิทยาลัย 2 คนลวงล่อไปประทุษร้ายจนกระทั่งโคม่า พวกนั้นผูกร่างเขาไว้กับรั้วหนามของฟาร์มเปลี่ยวแห่งหนึ่งเป็นเวลายาวนานกว่า 1 วัน พรุ่งนี้ตำรวจสาวมาเจอร่างสิ้นคิดก็เลยรีบเข้าไปช่วยเหลือ แกะเชพเพิร์ดออกมาจากรั้วหนามและก็นำเขาส่งโรงหมอ ปรากฏว่าเชพเพิร์ดเสียชีวิต ผลแล็บแปลว่าเขามีเลือดบวก ตำรวจสาวไม่ทันใส่ถุงมือ โดนลวดหนามบาดเป็นแผล แล้วไปสัมผัสร่างกายเชพเพิร์ดที่เต็มไปด้วยเลือดโดยไม่ปกป้อง ได้โอกาสติดโรค HIV ตำรวจสาวคนนั้นมีลูก ระหว่างที่คุณรอคอยผลตรวจเลือดว่าติดโรค HIV หรือไม่ คุณไม่กล้าแม้ว่าจะกอดลูกรวมทั้งสมาชิกบุคคลอื่นในครอบครัว ด้วยเหตุว่าหงุดหงิดว่าจะส่งต่อเชื้อให้ผู้ที่คุณรัก ผู้กำกับเจตนาปั่นความรู้สึกผู้ชม เสนอคำถามว่าระหว่างความเมตตาสงสารเชพเพิร์ดที่เป็นเหยื่อของความชิงชังกับความรู้สึกไม่ชอบใจที่เขาส่งผลให้แม่จำต้องห่างลูก ความรู้สึกไหนร้ายแรงมากยิ่งกว่ากัน หนังปิดท้ายว่าตำรวจคนนั้นไม่ติดโรค HIV คุณไม่เศร้าใจกับสิ่งที่ทำลงไปและไม่ถือโทษเชพเพิร์ด สิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งคู่เรื่องข้างต้นมีเช่นกันเป็นความเพียรพยายามเสนอความข้องเกี่ยวระหว่างเกย์กับการระบาดของ HIV/AIDS ด้วยความเต็มใจที่ยุติธรรม แล้วก็ถอดรหัสการยึดโยงว่าเกย์ได้โอกาสติดโรค HIV/AIDS สูงขึ้นยิ่งกว่าบุคคลอื่นผ่านบริบทสังคม เศรษฐกิจ และก็การบ้านการเมือง ผลพวงการระบาดของ HIV/AIDS ในประเทศอเมริกาทำให้กรุ๊ปบุคคลที่มีความมากมายทางเพศกำเนิดความกระตือรือร้นพอใจการบ้านการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าประเด็นนี้ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตเขา นับเป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียวของโรคระบาดที่ช่วยสร้างการตื่นทราบบางสิ่งบางอย่างแก่สังคม Justin Chin ประพันธ์แล้วก็ดาราหนังเกย์คนอเมริกันเชื้อสายมาเลย์ติดเชื้อโรค HIV แล้วก็เสียชีวิตช่วงวันที่ 24 ธ.ค. 2015 ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ในปี 2001 จัสตินสะสมคำโคลงเอาไว้ในหนังสือเรื่อง Harmless Medicine เล่าประสบการณ์การต่อสู้กับ HIV/AIDS ความหมายของชีวิตแปรไปอย่างไรเมื่อรู้ดีว่าติดเชื้อโรค บทกลอนชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ Undetectable เอ่ยถึงร่างกายที่เสื่อมโทรม แม้กระนั้นความรู้สึกรับทราบสภาวะกลับแจ่มชัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน I get tired easily. I take more naps. (ฉันอ่อนแรงง่าย งีบบ่อยมาก) I dream less. (ฉันฝันลดลง) I smell like the medicine chest. (กลิ่นเต่าเสมือนตู้ที่มีไว้เก็บยา) Some days I think I can smell. (บางวันคิดไปเองว่าได้กลิ่น) Every single cell in me. (เซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกาย) I can feel every single one (รู้สึกได้ว่าเซลล์ไหน) that dies. (ตายแล้ว) Tags: เกย์ , HIV , AIDS , เซ็กซ์ , gender , Life of Pride , งานศึกษาค้นคว้าวิจัย , โรคระบาด , Gay-Related Immune Deficiency , โรคภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง , โรคติดต่อ , ชายรักชาย Author ภาวิน พวงมาลัยตระกูล คนช่างคิดที่ถูกใจดูหนัง เดินทาง นอน และก็สอนหนังสือ Illustrator ทหาร มูลมานัส ผู้เรียกตัวเองว่านัปัดกวาดภาพอธิบาย แต่ว่ามิได้วาดรูปขึ้นมาเอง เพียรพยายามจะเป็นนักแสดงบ้าง นักประพันธ์บ้าง