เรื่อง: เดือนเพ็ญ จุ้ยประชากร ชีวิตนี้สอนให้รู้ดีว่า “ชีวิตเป็นการเรียน” – รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท ตระกูลสุรวัฒน์ Highlights คุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท ตระกูลสุรวัฒน์ คุณครูประจำสาขาวิชาวิชารัฐศาสตร์และก็รัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานที่ทำงานสอนมาอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลายาวนานกว่า 48 ปี คุณครูโกวิทเติบโตมาพร้อมกับแพสชั่นที่ถูกใจทำความเข้าใจของใหม่ๆจนถึงเจอกับอาชีพที่ตรงหัวใจอย่างการเป็นคุณครู อีกทั้งพึงพอใจเล่าเรียนศาสตร์ต่างๆเสริมเติมจนได้ปริญญามา 5 ใบ ในเวลาเดียวกันเขาในกลางคนก็ได้ศึกษาบทเรียนชีวิตที่สำคัญ แล้วก็แปลงเป็นคุณครูกับนักวิชาการที่ออกมาขยับเขยื้อนแสดงความเห็นเกี่ยวกับการบ้านการเมืองไทย “ผมไม่เคยคิดหรือต้องการที่จะหยุด ด้วยเหตุว่ามีความรู้สึกว่าถ้าหากยังมีแรงเดินได้ เขียนได้ บอกได้ มันไม่มีสาเหตุอะไรที่จำเป็นต้องหยุด แล้วหยุดก็น่ารำคาญ โดนเขาด่าทอบ้างก็ดี กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา” ถ้าให้จินตนาการถึงชีวิตตอนวัยเกษียณอายุ พวกเราชอบมุ่งมาดภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ได้พักอย่างสบายๆไม่ต้องดำเนินงาน ไม่มีอะไรให้หนักใจ ในบ้านข้างหลังเล็กๆอันร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ในบริเวณปริมณฑลหรือบ้านนอกที่ไม่มีเสียงผู้คนหรือรถรามารบกวน การนัดพบสัมภาษณ์กับคุณครูโกวิทในวันนี้ทำให้พวกเราได้เห็นภาพจริงของจินตนาการนั้น ภาพบ้านในกลุ่มมวลต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศอันสงบเงียบ และก็การดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายที่พวกเราวาดวิมานในอากาศ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนอย่างที่คิดไปบ้างเห็นจะเป็นการที่คุณครูยังนั่งปฏิบัติงานหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องอย่างเขม้นขะมัก เหมือนกับคนที่กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวที่ยังไม่เกษียณอายุ ในสายตาของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท ตระกูลสุรวัฒน์ เป็นคุณครูประจำสาขาวิชาวิชารัฐศาสตร์แล้วก็รัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ สถานที่สำหรับทำงานสอนมาอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานกว่า 48 ปี ถึงแม้ในทางของอายุการทำงานทางการชายผู้นี้จะผ่านวัยเกษียณอายุมานานแล้ว แม้กระนั้นเวลานี้เขาก็ยังไม่หยุดดำเนินการ ทั้งรับชี้แจงตามโรงเรียนต่างๆช่วงเวลาเดียวกันในสายตาผู้ที่ติดตามการบ้านการเมือง โกวิท สกุลสุรวัฒน์ เป็นคุณครูรวมทั้งนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนแสดงความเห็นถึงการบ้านการเมืองไทยด้วยปริศนาอย่าง ‘ชาติเป็นอย่างไร’ ผ่านทวิตเตอร์ ที่ได้จอห์น ผู้รู้แจ้ง ลูกชาย ผู้ครอบครองรายการ ขุดคุ้ยข่าวตื้น สมัครให้ จนตอนนี้มีผู้ติดตามร่วมหลักแสนคน แน่ๆว่าพวกเราเคยได้เห็นบทสัมภาษณ์คุณครูโกวิทประเด็นการเมืองรวมทั้งการเลี้ยงลูกผ่านตามาไม่น้อย แม้กระนั้นคราวนี้พวกเราจะเสวนากับคุณครูถึงทรรศนะอื่นๆและก็มุมมองที่ชายคนนี้มีต่อชีวิตกันบ้าง จากนี้เป็นบทพูดที่เกิดขึ้นในห้องทำงานยามบ่ายแสนปกติที่มีเสียงเตือนเครือข่ายสังคมของคุณครูโกวิทดังเป็นช่วงๆทำความเข้าใจเปลี่ยนแปลงความคิด กว่าจะมาเป็นคุณครูที่มีลูกลูกศิษย์ลูกหานับพันหมื่นคนขนาดนี้ ย้อนกลับไปเมื่อตอนวัยศึกษา โกวิทเป็นเด็กเกกมะเหรกไม่ตั้งใจเรียนที่มัวแต่โดดเรียนไปชกมวย ถึงกับขนาดสอบศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในไทยไม่ติดเลยสักที่ จนถึงบิดาของเขาตกลงใจส่งลูกชายผู้ที่ 16 ในบรรดาลูกอีกทั้ง 19 คนไปศึกษาต่อที่อเมริกาตามพี่สาว “ตอนเด็กเขาก็ได้รับความนิยมหมอกับวิศวะ แม้กระนั้นผมรังเกียจ ไอ้ที่เกลียดผมว่าเรียนก็มิได้ดี พอเพียงไปทางสายสังคมศาสตร์ก็รู้สึกเพียงพอจะไปไหว ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงๆยุคจอมพลถนอม จอมพลสฤษดิ์พอดิบพอดี เศรษฐวิทยาก็ขึ้นหม้อ ต้องการจะเรียนมอง ก็บันเทิงใจดี เพียงพอต่อมาไปพบแผนภูมิ จำนวน รวมทั้งคำนวณอะไรก็ไม่ค่อยถูกกับเขา เลยย้ายมาทางวิชารัฐศาสตร์ คิดอยู่ว่าจบมาทำอะไรหนอ เนื่องจากว่าจำต้องคิดถึงอาชีพด้วย ก็เรียนๆไปแล้วมีความคิดว่าเรียนประวัติศาสตร์แล้วบันเทิงใจแฮะ ก็เลยหันไปทางประวัติศาสตร์ด้วย ด้วยเหตุนั้นผมเลยจบปริญญาตรีทางวิชารัฐศาสตร์ รวมทั้งปริญญาโททางประวัติศาสตร์จาก Illinois State University” คุณครูหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่พวกเรารู้จักดีจากหลายรายการที่คุณครูให้สัมภาษณ์ หลังจากจบการศึกษาปริญญาโท โกวิทในวัย 20 ต้นๆได้เจอรัก สมรส รวมทั้งเดินทางกลับมาที่เมืองไทย เพราะเหตุว่าอีกทั้งเบื่อแล้วก็ฝืนตนเองเต็มทนกับการศึกษาตรงนี้ “ผมศึกษาและทำการค้นพบสิ่งหนึ่งเป็น ผมจะสุขสบายเมื่อได้ทำความเข้าใจของใหม่ๆพอกลับมาสมัครเป็นคุณครูอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็รู้สึกตรงกับนิสัยความพอใจดี เนื่องจากว่าได้ศึกษาของใหม่ๆแล้วก็ได้ captive audience ก็คือนิสิตและนักศึกษาที่จะต้องนั่งฟัง บันเทิงใจดี แล้วก็บังเอิญในเวลาที่ผมเข้าไปเป็นคุณครูมันเป็นตอนๆแปลงผ่าน พอเพียง พุทธศักราช 2516 ก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มีการตั้งสาขาวิชาวิชารัฐศาสตร์ฯ ในมหาวิทยาลัยขึ้น ผมเป็นผู้รับไม่ถูกถูกใจริเริ่มตั้งขึ้นรวมทั้งเขียนหลักสูตร ก็เลือกเขียนวิชาที่ผมถูกใจ บันเทิงใจดี สอนตามใจตนเองถูกใจ และก็ได้ค้นคว้าอะไรต่อมิอะไรเองเสริมเติม รู้สึกสุขสบายดี ผมเลยอยู่ที่เกษตรศาสตร์ที่เดียวจนกระทั่งปลดเกษียณ” พอๆกับว่าในตอนวัยรุ่นโกวิทใช้เวลาจำนวนมากไปกับการเล่าเรียนการสอน “ในตอนนั้นไม่อยากเป็นแบบวัยรุ่นทั่วๆไปที่ต้องการรู้ต้องการทดลองอะไรใหม่ๆหรอ” พวกเราตั้งปัญหา “ผมก็ไม่ใช่ว่าเผลอไผลอะไรไปซะหมด เข้าไปทดลองดูคราวสองหน ท่องเที่ยวก็ท่องเที่ยวบ้าง มิได้ว่าพอใจอะไรหนักหนา แม้กระนั้นเรื่องอ่านหนังสือเล่าเรียนใส่ความทราบ ถ้าหากเผื่อได้ไปทราบอะไรใหม่ขึ้นมาแล้ว ผมสุขสบายจากหัวข้อนั้นมากยิ่งกว่า เสมือนวันนี้ได้ทราบอะไรใหม่ดี รวมทั้งโชคดีที่เมียผมเป็นคนคล้ายกันก็เลยอยู่กันยืดรวมทั้งอยู่กันมาได้ตลอด เนื่องจากถูกใจอย่างเดียวกัน ซึ่งผมว่ามันอาจหายากมั้ง ไอ้ที่ถูกใจอ่านหนังสือหรือเรียนรู้เพิ่มได้อะไรใหม่ๆดีแล้วดวงใจ รู้เรื่องทราบหรือทักษะอะไรขึ้นมาใหม่ดีแล้วดวงใจ เป็นสุข ดังนั้นไอ้วิธีการนี้ก็เกิดเรื่องการศึกษาเรียนรู้ ไอ้ที่แปลงทัศนคติมาตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น จนกระทั่งขณะนี้ ก็มาจากวิชาความรู้ใหม่ๆที่มากขึ้นมา มันเลยทำให้แปลง” “แล้วความคิดความอ่านช่วงนี้แปรไปจากตอนวัยรุ่นแค่ไหน” พวกเราถามต่อ “มันพลิกกลับเลยจ้า พลิกกลับเป็นอย่างที่สอนอบรมมาแบบล้างสมองสำหรับเพื่อการมองชาติ มีความรู้สึกว่ามันเห็นเหมือนกันผ่านกันไปมากมาย บอกว่า transform ก็คงจะได้ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย” ชายข้างหน้าแย้มยิ้ม คำสั่งสอนของชีวิต กว่าจะมาเป็นชีวิตคนคนหนึ่งอาจจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าครอบครัวแล้วก็สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อความคิดความอ่าน ชายวัย 71 คนนี้เองก็แบบเดียวกัน เนื่องจากว่าบิดาเป็นคนดุแล้วก็เอาจริงเอาจัง กลัวว่าลูกชายจะหนีเรียนไปต่อยอีก ก็เลยจับเข้าห้องเรียนพระอินทร์วิทยาลัยที่เป็นโรงเรียนกินนอน ซึ่งทำให้เด็กต่างจังหวัดอย่างเขาได้ศึกษาของใหม่ๆในสังคมที่แตกต่างจากเดิมอย่างลิบลิ่วลับ คำกล่าวสอนพื้นที่สถานศึกษาย้ำและก็เขามีความคิดเห็นว่าสำคัญมากเป็น การเป็นผู้ดี “ผู้ดีก็คือผู้ที่ไม่เอารัดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น พร้อมที่จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ” โกวิทกล่าวถึงคำอธิบายศัพท์ที่ได้ฟังจากตอนเรียนมาเล่าให้พวกเราฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายึดมั่นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงคำอบรมสั่งสอนประเด็นการมองคนให้เป็นแล้วก็การรู้จักดำเนินงานเป็นกลุ่มที่เขาได้ศึกษาจากการเล่นกีฬารักบี้ยุคเรียน “กีฬาจำพวกนี้เป็นกีฬาที่หนักแล้วก็ร้ายแรง คนเล่น 15 คน ไม่ย้ำเด่นผู้เดียว มันจำต้องไปเป็นกลุ่ม ควรจะมีสปิริต แล้วมันเล่นโกงง่าย ทุจริตง่าย ลอบทำร้ายกันง่าย คนเล่นรู้ ฉะนั้นลงเล่นกันเพียงแค่เกมเดียวก็เข้าใจแล้วว่าคนใดกันแน่ผู้ดี คนใดกันกุ๊ย อันนี้รู้กันมาตลอด ไอ้นี่อุปนิสัยอย่างนี้ ไอ้โน่นเป็นคนอย่างนั้น เนื่องจากมันแสดงจากเกมกีฬา” ตอนเรียนคุณครูก็เล่นกีฬาสนุกสนานไปตามประสาชายหนุ่ม แต่ทว่าเมื่อโตขึ้นก็รู้เรื่องสิ่งที่แอบแฝงมาพร้อมกับการสกรัมแย่งลูกรักบี้ นอกเหนือจากนี้เขาได้รับการฝึกอบรมอบรมว่าถ้าหากชนะแล้วอย่าดีอกดีใจจนมากเหลือเกิน ให้รู้จักถ่อมเนื้อถ่อมตน ไม่ว่าจะชนะกีฬาหรือเรื่องใดก็ตาม ซึ่งโน่นมีผลถึงแนวทางการจัดการกับความสำราญแล้วก็ความทุกข์ใจของเขาในวัยชายหนุ่มจนถึงมาถึงช่วงนี้ด้วย “ส่วนมากไม่ค่อยเอกซ์ตรีม ดีอกดีใจดีแล้วจิตใจ เศร้าใจก็เศร้าใจ พอนอนหลับตื่นมาก็เป็นอีกวันแล้ว มิได้ถึงขั้นตื่นเต้นดีใจฉลงสังสรรค์จำนวนมากอะไรหนักหนา เลียนแบบกรณีลูกผมจบการศึกษา ผมไม่เคยไปงานรับปริญญาเขาเลย ผมพูดว่ามันมิได้สำคัญที่ปริญญา มันสำคัญว่าตอนเรียนได้อะไรบ้าง ไอ้จุดสำคัญมันอยู่นั่นมากยิ่งกว่า แล้วก็ผมก็ไม่เห็นพ้องเลยกับที่ไปหวือหวาเสริมสวยกันตั้งแต่ตี 2-3 ผมไม่ผลักดัน แม้กระนั้นแม่เขาจะไปก็ตามใจ ผมไม่ไปแล้วหลังจากนั้นก็มิได้ตื่นเต้นดีใจอะไรหนักหนา เรียนมันก็จะต้องจบล่ะวะ” พวกเราหัวเราะขำไปกับคำคุณครู “ส่วนเวลาเศร้าใจก็มิได้เศร้าใจขนาด shut out หรืออยู่ภายในห้อง อยู่ในบ้าน ไม่ยินยอมออกไปไหน พอใจก็มิได้กระโดดโลดเต้นน่ารังเกียจอะไรอย่างนั้น” แล้วก็เนื่องจากว่าเป็นคนรู้สึกกลางอย่างงี้ ก็เลยไม่ค่อยมีความเสียดายในชีวิตก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่ จะมีก็แต่ว่าเสียดายองค์วิชาความรู้ที่ตนคงจะได้เรียนตั้งแต่ครั้งยังมีเรี่ยวแรง เนื่องจากว่าตัวเขาเองพึงพอใจศิลป์การต่อสู้ถึงกับขนาดเรียนยูโดรวมทั้งคาราเต้เสริมเติมจนกระทั่งถึงบัดนี้เป็นนักกีฬาสายดำ ชุมนุมยูโด ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ว่ายังมีอีกหนึ่งสาขาวิชาการต่อสู้ที่เขาพอใจแม้กระนั้นไม่มีจังหวะเรียน “ผมไปพบคุณครูสตรีคนหนึ่งสอนไอกิโดที่เกษตรฯ ตอนนั่งมองก็มีความรู้สึกว่าเพราะเหตุใดพวกเราไม่เคยทำความเข้าใจสิ่งนี้มาก่อน เพราะเหตุว่ามันกำเนิดถูกใจขึ้นมามากมายๆมันคล้ายยูโดแต่ว่าก็แตกต่าง เลยเสียดาย เรื่องจริงพวกเราคงจะเรียนตอนวัยรุ่น ในขณะนั้นจะ 40 อยู่แล้ว ถ้าหากถามหาสิ่งที่เสียดายก็ต้องการจะเรียนอันนี้ แม้กระนั้นขณะนั้นก็หาเรียนมิได้ด้วยล่ะ มีความรู้สึกว่าหากเผื่อได้ศึกษาก็คงจะดี” ควรสงสัย ต้องเสนอคำถาม จากที่สนทนากันมา ทำให้พวกเรารู้ดีว่าคุณครูมีแพสชั่นกับการทำความเข้าใจของใหม่ๆเป็นอย่างมาก ไม่หากแม้เฉพาะในเรื่องที่พอใจ แต่ว่ายังต่อเนื่องกันไปถึงวิชาความรู้กิ้งก้านใหม่ๆมองเห็นได้จากเมื่อได้ดำเนินการเป็นคุณครู ชายคนนี้ก็ศึกษาต่อปริญญาเอก สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผสานมิตร จนกระทั่งแปลงเป็นพระเพื่อนร่วมชั้นของสมเด็จน้องธิราชเจ้า กรมพระยาพระเทวดารัตนราชบุตรสาวฯ ประเทศไทยบรมราชเด็กหญิง รวมทั้งตามคำชักชวนศิษย์ไปเรียนปริญญาตรีทางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตอนอายุเหยียบเลขสี่ เพราะเหตุว่าพบสถานะการณ์ใหญ่ที่มีผลกระทบสะเทือนถึงชีวิตการทำงาน จากปัญหาและก็ผลของการลงคะแนนเสียงคณบดีคณะสังคมศาสตร์ที่สมัครในปีนั้น บวกกับพลาดเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งสำหรับการพินิจพิเคราะห์ขั้นตอนสุดท้าย ทำให้เขาไปเน้นเอาดีด้านวิชาการอย่างมาก ไม่อยากข้องเกี่ยวอะไรกับเรื่องกลุ่มนี้อีก “ผมสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีตอนอายุ 52 เรียนมา 13 ปี ตกแล้วตกอีกเนื่องจากว่าโต้เถียงเขา ไม่เห็นพ้องกับอะไรต่อมิอะไรต่างๆพอเพียงจบมาในช่วงเวลานั้นอินเทอร์เน็ตพึ่งเข้า ผมไม่ค่อยเข้าใจยังไง ก็เลยมีความรู้สึกว่าไปศึกษาต่อดียิ่งกว่า อัพเกรดตนเองทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไปเรียนข้อบังคับปริญญาโทด้วย ซึ่งน่าประหลาดที่เขาตอบรับรวมทั้งมอบทุน ผมก็ขอทางมหาวิทยาลัยไปเรียน เขาก็พูดว่าบ้า ไม่ให้เรียน เพราะว่าอีก 8 ปีก็ปลดเกษียณแล้ว ผมเลยทำเรื่องขอไปเพิ่มพูนความรู้ ไปเขียนแบบเรียน เขาเลยยอมไปเรียนที่ The University of Alabama ที่สหรัฐฯ “ผมก็ใช้เงินลงทุนส่วนตัวสำหรับการเดินทาง ค่ารับประทาน ค่าอยู่ ปีหนึ่งก็จบ ไม่ยักเสมือนประเทศไทย ตรงนั้นโต้เถียงได้ไม่มีปัญหา หากมีเหตุมีผลก็อธิบาย เล่นกันให้เต็มกำลัง แม้กระนั้นของไทยพวกเราไม่ถูกธงก็ตก พวกพ้องที่มาติวผมถึงกับพนมมือว่าขอเหอะ อย่าโต้แย้งเขาเลย” คุณครูผู้ครอบครองปริญญา 5 ใบหัวเราะร่วน ตอนที่ทำความเข้าใจวิชาข้อบังคับและก็เรียนเทคโนโลยีจนถึงพอเพียงจะเป็น computer literacy โกวิทบอกกับพวกเราว่าเขารู้สึกสนุกสนานมากมาย ด้วยเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของใหม่ที่เขาในวัยห้าสิบกว่าได้พบเห็น แม้กระทั้งการส่งเปเปอร์ให้อาจารย์ตรวจทางอีเมล จนตราบเท่าถึงตอนปลดเกษียณราชการในวัย 60 เขาก็ยังไม่หยุดสอน ทั้งดำเนินการโดยตลอดกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ ในตอนที่เขาเห็นด้วยว่าตนเองแก่แล้วจากสุขภาพด้านร่างกายที่ไม่แข็งแรงดังเดิม แต่ว่าในทางหนึ่ง โกวิทก็สารภาพว่าเพราะว่าความแก่นี่ล่ะที่ทำให้เขาศึกษาค้นพบความรู้ความเข้าใจในวิชาความรู้ที่สอนอปิ้งชัดเจน จำพวกที่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีกลายจะไม่มีวันสัมผัสความรู้สึกแบบงี้ได้ “มันแปลกนะ ผมอ่านเรื่องศาสนาพุทธ หัวข้อการรู้แจ้งหรือการรู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งกรรมวิธีที่จะรู้แจ้งเห็นจริงได้ก็แบ่งเป็นอย่างๆมีการศึกษา การดูแลรักษาศีล กว่าจะได้ถึงสติปัญญา รวมทั้งไอ้ที่น่าดึงดูดเป็นสอนๆไปกำเนิดรู้เรื่องเอง กล่าวๆไปมันคล้ายโดราเอมอน กำเนิดเป็นหลอดไฟฟ้าปิ๊งขึ้นมา สอนๆไปคุณครูรู้เรื่องเอง มันเกิดขึ้นบ่อย เพราะเหตุว่าจุดย้ำสำคัญของวิชาความรู้เป็นความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการเชื่อมโยง เชื่อมโยงไปเชื่อมโยงมาทำให้กระจ่างแจ้ง มองเห็นรูปภาพใหญ่ และก็รู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรโดยไม่ต้องท่อง มันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในชีวิตพวกเรา ไปถึงที่ไหนจะบอกจะเขียนอะไรก็ออกไปเลย ออกไปเช่นเดียวกับน้ำ เป็นประสบการณ์จากการสอน จากการแก่มากยิ่งขึ้น” “เอาง่ายๆก็ได้ ปริศนาท