ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกตระกูลหญ้า ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาประกอบอาหาร โดยตะไคร้แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์ ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา โดยมีถื่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย นิยมนำมาเป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหาร ตะไคร้เป็นทั้งยารักษาโรคและยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น คุณกุหลาบ ทรายแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 9 ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ปลูกตะไคร้มานานกว่า 10 ปี ในพื้นที่กว่า 4 ไร่เล่าว่า การปลูกตะไคร้ของที่นี่ จะปลูก “ตะไคร้หยวก” คือลำต้นอวบอ้วน ใบสีเขียวยาวแหลม กาบใบสีเขียวนวล ต้นแบน เนื้ออ่อน ชอบดินร่วนซุย สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เนื้อมาก มีกลิ่นฉุนพอประมาณ ผลผลิตต่อไร่สูง ประมาณ 4-5 ตัน ใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 7 เดือน และ โดยพื้นที่แถบนี้มักจะปลูกตะไคร้แซมตามร่องแปลงพื้นที่ว่างของสวนหรือปลูกพร้อมกับไม้ผลหลักที่ต้องรอเวลากว่า 2-3 ปี จะให้ผลผลิตได้ โดยจะปลูกตะไคร้แซมลงไปให้เป็นรายได้ในระยะสั้นก่อน คุณกุหลาบ กล่าวว่า ตะไคร้มีจุดเด่นที่ มีการดูแลน้อย โรคแมลงไม่ค่อยมี ปุ๋ยใส่น้อย ตะไคร้ปลูกง่าย แต่ต้องรู้เทคนิค การลงทุนปลูกตะไคร้ การปลูกตะไคร้ไม่ต้องลงทุนมาก ตอนแรกลงทุนต้นพันธุ์ตะไคร้ โดยต้นพันธุ์สามารถซื้อตะไคร้ที่เขาขายตามตลาดมาก็ได้ นำมาแช่น้ำให้ออกราก (ใช้เวลาประมาณ 3 วัน) แล้วนำลงปลูก ไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะสามารถตัดได้ตลอด ผลตอบแทนก็พออยู่ได้สบาย “ตะไคร้ มีนิสัยชอบน้ำ” สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตะไคร้หัวใหญ่ได้น้ำหนักนั้น ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างต้นและระบบน้ำเป็นสำคัญ เพราะตะไคร้เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้น พื้นที่ปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน ตะไคร้หากขาดน้ำหลายๆ วัน ใบตะไคร้ก็จะแสดงอาการเหี่ยวสลดอย่างเห็นได้ชัด การให้น้ำในพื้นที่นี้ ในฤดูแล้งนิยมสูบน้ำ ปล่อยน้ำเข้าแปลงปลูกตะไคร้ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม และสังเกตสภาพต้นตะไคร้ประกอบ แต่ในบางพื้นที่ก็จะวางระบบน้ำเพื่อให้เกิดความสะดวกและยังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตด้วย หากปลูกตะไคร้ใหม่แนะนำควรจะต้องปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อไม่ต้องมีภาระในการให้น้ำและต้นตะไคร้จะแตกกอเร็ว ตะไคร้จะงามมากในช่วงฤดูฝน การใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช จะเน้นการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 ใส่ยืนพื้น โดยใส่ครั้งแรกหลังจากปลูกตะไคร้ลงดินแล้ว 1 เดือน และจะให้ทุกๆ 3 เดือน โดยดูจากความสมบูรณ์ของกอตะไคร้เป็นหลัก แต่เท่าที่สังเกตหากใส่ปุ๋ยบ่อยมากเท่าไหร่ ต้นตะไคร้ก็จะโตเร็ว วิธีดังกล่าวมักจะใช้เร่งต้นตะไคร้ให้เจริญเติบโต ขายในช่วงที่มีราคาแพง หรือช่วงฤดูแล้งของทุกปี หรือหากจะเร่งการเจริญเติบโตในบางระยะ ก็อาจจะเสริมด้วย ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ใส่ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การใส่ปุ๋ย ตะไคร้จะให้โดยวิธีการหว่านเหมือนกับหว่านปุ๋ยในนาข้าว อัตราการใช้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 25 กิโลกรัม ต่อการให้ 1 ครั้ง การใส่ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องให้น้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลายให้หมด ส่วนการกำจัดวัชพืช มักจะทำในช่วงแรกๆ ของการปลูก ก็สามารถกำจัดวัชพืชได้ ทั้งใช้แรงงานคนหรือใช้ยาฆ่าหญ้า ตามแนวทางของแต่ละสวน เพราะตะไคร้ช่วงแรกถ้ามีหญ้าหรือวัชพืชขึ้นคลุม มักจะไม่ค่อยเจริญเติบโตหรือตาย แต่เมื่อต้นตะไคร้โตมีใบคลุมดิน ปัญหาวัชพืชก็จะน้อยหรือหมดไป เนื่องจากใบตะไคร้จะคลุมดิน ทำให้วัชพืชไม่ค่อยขึ้น นอกจากปลูกเองแล้ว ก็ยังส่งขายลูกค้าเองด้วย โดยจะนำตะไคร้ไปขายทุกๆ 5 วัน ในเขตจังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ฯลฯ ดังนั้น ทุกๆ สัปดาห์จะต้องมีตะไคร้ส่งครั้งละไม่ต่ำกว่า 300-500 กิโลกรัม ต่อเที่ยว แต่หากช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และฤดูแล้ง ความต้องการใช้ตะไคร้มากขึ้น ต่อเที่ยวจะส่งตะไคร้ถึง 600 กิโลกรัม ทีเดียว ราคาตะไคร้จะยืนพื้นเฉลี่ยที่ 5-8 บาท ต่อกิโลกรัม ในช่วงฤดูฝน เพราะตะไคร้ในฤดูฝนจะมีมาก แต่ในฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน และช่วงเทศกาล ราคาจะอยู่ที่ 8-10 บาท ต่อกิโลกรัม เหตุเพราะตะไคร้เป็นพืชอาศัยน้ำในแหล่งที่น้ำไม่สมบูรณ์ ก็จะปลูกตะไคร้ได้ไม่ดี หรือจะไม่มีตะไคร้ออกขาย หรือปีไหนน้ำท่วมราคาอาจจะสูงขึ้น 12-20 บาท การส่งตะไคร้แก่ลูกค้า คุณกุหลาบก็จะวนส่งลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ ตามออเดอร์ที่สั่งไว้ พร้อมกับผักอื่นๆ เช่น ข่า กระชาย ฯลฯ ก็จะมีทั้งโรงงานพริกแกง พ่อค้าขายตะไคร้สด เมื่อมีการใช้ตะไคร้ทุกสัปดาห์ “ตะไคร้” อาจจะไม่มีราคาซื้อขายที่สูงมาก เมื่อเทียบกับไม้ผลหรือพืชผักชนิดอื่น แต่ตะไคร้มีการจัดการที่ง่าย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงศัตรูทำลาย มีการลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับพืชบางชนิด จึงทำให้เกษตรกรมีผลกำไรที่ดีหลายหมื่นบาทต่อไร่ทีเดียว ราคาขายตะไคร้ จะยืนพื้นอยู่ที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงฤดูฝน ในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน และช่วงเทศกาลราคาจะแพงขึ้นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8-10 บาท โดยพื้นที่ 1 ไร่จะให้ผลผลิตประมาณ 1.5 ตัน บรรจุถุงพลาสติก 5 กิโลกรัม/ถุง จำหน่ายแบบคัดเกรด(หัวใหญ่) กิโลกรัมละ 8 บาท และจำหน่ายแบบคละเกรดกิโลกรัมละ 6 บาท ตะไคร้เป็นพืชที่มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำพริก ทำให้มีการใช้ทั้งปีและใช้ในปริมาณที่มาก ตอนนี้คุณกุหลาบและครอบครัวได้เปลี่ยนพื้นที่สวนฝรั่ง มาปลูกตะไคร้หยวกแบบเต็มพื้นที่ และได้โควต้าจากโรงงานเพื่อส่งตะไคร้เข้าโรงงานน้ำพริก ตอนนี้ก็ได้รวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ด้วยกันวางแผนผลิตเพื่อป้อนตะไคร้เข้าโรงงาน ซึ่งรับซื้อในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ ใครอ่านแล้วรู้สึกว่าอยากจะลองปลูกตะไคร้หยวกกันดูบ้าง ก็สามารถทำตามกันได้เลย เพียงแค่นำเทคนิคไปปรับใช้ในแบบของตัวเอง หากใครปลูกแล้วได้ผลผลิตดี อย่าลืมมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ ที่มา : https://taibann.com/2018/11/23/25220/ , https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_5435 Download Best WordPress Themes Free DownloadFree Download WordPress ThemesFree Download WordPress ThemesPremium WordPress Themes Downloaddownload udemy paid course for freedownload samsung firmwarePremium WordPress Themes Downloadudemy course download free ตะไคร้ตะไคร้หยวก Natthaporn Tanawiboonsawat / About Author เชื่อในพลังของคนธรรมดาที่ทำสิ่งเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก More posts by Natthaporn Tanawiboonsawat