แควหนุมาน เป็น 1 ใน 2 แม่น้ำ (อีกสายคือแควพระปรง) ที่ไหลมาบรรจบกระทั่งกลายมาเป็นแม่น้ำปราจีนบุรีก่อนที่แม่น้ำสายใหญ่จากอดีตเมืองหน้าด่านสมัยอยุธยาจะไหลรวมกับแม่น้ำนครนายกจนเกิดเป็นธาราบางปะกง ลำน้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกของประเทศ แควหนุมานนั้นมีอีกชื่อเรียกหนึ่งที่ผู้คนในแถบตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี นิยมเรียกคือ “แควน้อย” เพราะเป็นลำน้ำขนาดเล็ก หากเทียบกับแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง แต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับการทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของผู้คนในพื้นที่มาช้านาน ป้าสมนึก พรมมี หรือ “ป้านึก” บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 15 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25110 (โทร. 08-9036-6228) เป็นหนึ่งในเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งทำนาควบคู่กับการปลูกพืชผักสวนครัว ก่อนจะหันมาปลูก “ผักกระเฉด” ขายเพียงอย่างเดียว เพราะได้ราคาดีกว่า และผักกระเฉดของที่นี่ถือได้ว่าเป็นของดีของเด่นที่ไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็น “กระเฉดชะลูดน้ำ” ที่หารับประทานได้เฉพาะที่นี่เพียงแห่งเดียว ซึ่งความไม่ธรรมดานั้น ได้รับแรงบันดาลใจที่สรรค์สร้างขึ้นจากกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดของแควหนุมานในช่วงฤดูฝนนั่นเอง น้ำท่วมผัก กระเฉดนมหลุด ต้นชะลูดหวานกรอบ ป้าสมนึกเล่าว่า ทุก ๆ ปี ในหน้าน้ำหรือฤดูฝน ปริมาณของแม่น้ำสายน้อยแห่งนี้จะเอ่อล้นจนท่วมเรือกสวนไร่นาบริเวณรอบ ๆ จนหมด ช่วงเวลาดังกล่าวกิจกรรมทางการเกษตรเกือบทั้งหมดจะหยุดชะงักลง อาหารการกินหาได้ยาก แต่มีผักพื้นบ้านอยู่ชนิดหนึ่งที่กระแสน้ำจากแควหนุมาน ช่วยเปลี่ยนให้มีรสชาติหวาน กรอบและนุ่มกำลังพอดี ๆ เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของผักชนิดนี้ที่หากินได้เฉพาะในถิ่นตำบลเมืองเก่าแห่งนี้ “เดิมผู้คนแถบนี้ปลูกผักกระเฉดเป็นอาชีพกันมานานแล้ว แต่ทุก ๆ ปีพอน้ำท่วม จะได้กินผักกระเฉดที่อร่อยกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี เพราะผักกระเฉดที่ถูกน้ำท่วม ส่วนนมหรือฟองน้ำสีขาวที่ช่วยพยุงต้นจะหลุดออก ทำให้ต้นชะลูดน้ำ ตั้งตรงและยาวขึ้น รสชาติก็จะเปลี่ยนไปเป็นหวานและกรอบนุ่มขึ้น ไม่เหมือนผักกระเฉดที่หากินได้ทั่วไป” หลังน้ำลด ท้องนาเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เสียงของความต้องการผักกระเฉดชะลูดน้ำที่ได้กินกันเฉพาะช่วงน้ำท่วมก็ดังขึ้นทุก ๆ ปี ในหมู่ชาวบ้านเองจึงเริ่มทดลองเลียนธรรมชาตินำยอดผักกระเฉดไปกดน้ำหรือเลี้ยงต่อในน้ำเหมือนเวลาที่น้ำท่วมขัง ในครั้งแรก ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดความเข้าใจธรรมชาติของน้ำที่มีการเคลื่อนที่หรือไหลอยู่ตลอด ต่างกับสระที่ขุดขึ้น ซึ่งน้ำจะนิ่งไม่เกิดการหมุนเวียน เมื่อนำผักกระเฉดไปแช่ในบ่อที่น้ำไม่มีการหมุนเวียน ก็ปรากฏว่าแทนที่จะได้กินของอร่อย ๆ กลับได้เป็นยอดกระเฉดเน่ากลับมาแทน “ลักษณะของน้ำหรือสระที่จะทำผักกระเฉดชะลูดน้ำได้ น้ำต้องมีการซึมออกหรือเข้าคล้ายน้ำในบ่อบาดาล ในบ่อนั้นมีการไหลและหมุนเวียนของน้ำอยู่ตลอดเวลา ผักจึงจะไม่เน่า แต่การหาบ่อน้ำลักษณะนี้ค่อนข้างยาก สมัยก่อนปลูกอยู่ที่หนึ่ง จะไปแช่น้ำให้ต้นชะลูดก็ต้องไปอีกที่ซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก แต่ตอนนี้มีสระธรรมชาติที่เกิดจากเจ้าของที่ขุดดินไปขายอยู่ไม่ไกลนัก ใช้เป็นสระทำผักกระเฉดชะลูดน้ำมากว่า 20 ปีแล้ว” ป้าสมนึกอธิบายถึงลักษณะของแหล่งน้ำที่เป็น “หัวใจ” ของการทำผักกระเฉดชะลูดน้ำ ก่อนพาย้อนไปถึงต้นน้ำของเรื่องราวทั้งหมดนั่นก็คือการปลูกผักกระเฉดให้ได้ผลผลิตเสียก่อน ปลูกกระเฉดก่อนชะลูด การทำผักกระเฉดชะลูดน้ำ ต้องเริ่มต้นด้วยการปลูกผักกระเฉดให้ได้เสียก่อน โดยผักกระเฉดที่ป้าสมนึกรวมถึงคนในพื้นที่นิยมปลูกมีทั้งสิ้น 2 ชนิด คือ ยอดใหญ่และยอดเล็ก ทั้ง 2 ชนิดนั้นปลูกและดูแลจัดการคล้ายคลึงกัน เริ่มจากการเตรียมแปลงไถคราดในบริเวณที่นาเดิม และยกคันโดยรอบกั้นเป็นสระสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนความกว้างยาวของสระขึ้นอยู่กับพื้นที่และแรงงาน เสร็จแล้วจึงปล่อยน้ำเข้าสระที่เตรียมไว้ 40 เซนติเมตร หรือเพื่อให้สะดวกต่อการดูแลจัดการของผู้ปลูก นำต้นพันธุ์ลงไปปักดำแบบสลับฟันปลา หลุมหนึ่งใช้ต้นผักกระเฉดประมาณ 1 กำมือ (ราว 15-20 ต้น) โดยปักลึกลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมปลูก 1×1 เมตร เสร็จแล้วจึงโปรยปุ๋ยสูตร 15-15-15 บาง ๆ ประมาณ 1 กำมือ รอบ ๆ กอของต้นผักกระเฉด ซึ่งป้าสมนึกบอกว่า เกษตรกรบางท่านอาจจะให้ปุ๋ยสูตรเดียวกันนี้หลังจากปักดำไปแล้ว 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้ผักกระเฉดแตกยอดออกมาเร็วขึ้น ป้าสมนึกมีคำแนะนำในเรื่องพื้นที่ปลูก ว่าไม่ควรปลูกในพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่มากเกินไปในครั้งเดียว เช่นขุดสระขนาดใหญ่เป็นไร่ แต่ควรขุดสระหนึ่งสักประมาณ 2-3 งาน ซึ่งจะใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 200 กำ หากพื้นที่ปลูกมากกว่านั้นก็จะใช้ต้นพันธุ์เยอะ และเมื่อต้นโตแตกยอดและกอใหญ่แล้วจะเก็บไม่ทันทำให้ยอดแก่จนเกินไป ตัวของป้าสมนึกและเพื่อน ๆ ในละแวกนี้จึงใช้วิธีปลูกเป็นบ่อเล็ก ๆ หลายบ่อ กระจายกันออกไป และปลูกไล่กันไปเพื่อให้มีผลผลิตเก็บได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมแล้วมีพื้นที่ปลูกผักกระเฉดทั้ง 2 ชนิดกว่า 4 ไร่ ผักกระเฉดนั้นมีศัตรูธรรมชาติมากพอสมควร เช่น เพลี้ย หนอนใยผัก ซึ่งจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ แต่ป้าสมนึกบอกว่า อยากมาก็มา อยากกินก็กิน ไม่มีการฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดหรือขับไล่แต่อย่างใด ถึงแม้ว่าแต่ละครั้งแมลงศัตรูพืชเหล่านี้จะสร้างความเสียหายให้ถึงกับต้องทุบแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ก็ตาม “ถ้าเขามาลงทีก็หมดเกลี้ยง แต่เราไม่อยากฉีดยาเพราะปลูกแบบปลอดสารพิษ ก็ปล่อยให้เขากินไปประมาณ 2 อาทิตย์ เขาก็หายไปหมดแล้ว ทีนี้ต้นที่ยังดีอยู่ พอให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 มันจะแตกยอดออกมาใหม่ให้เก็บได้ในอีก 2 อาทิตย์ หรือถ้ามันเสียหายมากเราก็รื้อปลูกใหม่ไปเลย ระหว่างนั้นเราก็ยังมีผลผลิตจากบ่ออื่น ๆ ที่ปลูกห่างกันไว้ให้เก็บขายทดแทนกันไป ส่วนการปลูกใหม่เราก็ไม่ได้มีต้นทุนมาก เพราะต้นพันธุ์เรามีอยู่แล้ว เต็มที่ก็เสียค่าปุ๋ยเดือนละประมาณกระสอบ ซึ่งปกติต้นผักกระเฉดชนิดยอดอ่อน เราจะปลูกใหม่ทุกปีอยู่แล้ว เพราะปลูกไปสักพักต้นจะแก่ ยอดเล็กและได้ผลผลิตน้อยลง” บ่อหรือสระสำหรับปลูกผักกระเฉดนั้น ป้าสมนึกบอกว่าควรย้ายหรือเขยิบไปเรื่อย ๆ จึงจะได้ยอดผักขนาดใหญ่และได้ผลผลิตเยอะ เพียงพอและคุ้มค่ากับการนำไปทำเป็นผักกระเฉดชะลูดน้ำต่อไป แช่น้ำ 3 คืน ได้กระเฉดต้นชะลูด นุ่ม กรอบ ส่งขายไกลถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 2 สัปดาห์ ผักกระเฉดที่ปลูกไว้จะทยอยแตกยอด ป้าสมนึกจะทยอยเด็ดยอดที่สมบูรณ์ดี ยาวสัก 45-50 เซนติเมตร มามัดเป็นกำ กำละประมาณ 30 ยอด จากนั้นนำไปมัดกับหลักไม้ไผ่ยาว 1.5 เมตร มีปลายด้านหนึ่งแหลมสำหรับปักลงในบ่อ โดยมัดให้ส่วนปลายโคนของยอดผักกระเฉดสูงขึ้นมาจากปลายแหลมของหลักไม้ไผ่ประมาณ 50 เซนติเมตร หรือเผื่อพื้นที่ไว้ไม่ให้ปลายโคนของยอดผักกระเฉดที่ผูกติดอยู่กับหลักอยู่ชิดพื้นดินใต้น้ำ การนำผักกระเฉดไปแช่หรือกดน้ำนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 วัน สำหรับผักกระเฉดยอดเล็ก และประมาณ 5 วัน หากเป็นผักกระเฉดยอดใหญ่ บริเวณที่นำหลักผักกระเฉดไปแช่น้ำมักเลือกบริเวณริมสระน้ำที่มีการหมุนเวียนน้ำได้ดี เพื่อให้สะดวกทั้งการปักหลักและการเก็บ นอกจากนี้ยังต้องมีการขึงตาข่ายโดยรอบแนวที่นำหลักไปปักเพื่อป้องกันสัตว์น้ำ เช่น ปลากินพืชที่จะเข้ามากัดกินยอดผักกระเฉดได้ การนำยอดผักกระเฉดแช่น้ำนั้นจะค่อย ๆ ไล่ระดับไป วันแรกให้ปลายยอดโผล่พ้นผิวน้ำ 3 เซนติเมตร วันถัดมากดให้เหลือปลายยอดโผล่ผิวน้ำเพียง 1 เซนติเมตร พอถึงวันที่ 3 จะกดให้ยอดจมน้ำทั้งหมด ผักกระเฉดที่แช่น้ำมาประมาณ 3 วันจะสลัดส่วนที่เป็นฟองน้ำหรือนมหลุดออกจนหมด ทรงของต้นจะเปลี่ยนมาเป็นทรงชะลูดยาว เช้าตรู่หลังนำผักกระเฉดแช่น้ำในคืนที่ 3 ป้าสมนึกจะมาเก็บยอดผักกระเฉดไปทำการตัดแต่ง โดยจะตัดส่วนโคนออกประมาณ 15 เซนติเมตร รูดใบและรากออกทั้งหมด ส่วนรากนำไปเทตามโคนต้นไม้ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ส่วนใบนำมามัดขายเป็นกำเล็ก ๆ สำหรับจิ้มรับประทานกับน้ำพริกหรือนำไปทำยำ ผักกระเฉดชะลูดน้ำที่ผ่านการตัดแต่งแล้วจะนำมามัดเป็นกำ ๆ ละประมาณ 10 ต้น ขายกำละ 10-15 บาท มีทั้งส่งขายแผงผักในตลาดกบินทร์บุรีซึ่งอยู่ที่ตัวอำเภอ และส่งขายด้วยรถไฟสายตะวันออกปลายทางมุ่งสู่หัวลำโพงในทุก ๆ เช้า รวมแล้วป้าสมนึกและเพื่อนเกษตรกรมีผลผลิตส่งขายกันคนละ 100-120 กำ/วัน ซึ่งใช้เวลาทำตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บและตัดแต่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้รายได้ต่อวันจะมากโขอยู่ เฉลี่ยวันละ 1,000 บาท/คน/วัน แต่ก็ดูจะเป็นงานหนักเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เลือกทำงานในโรงงานหรือเลือกทำงานประจำกันมากกว่า “คิดอยู่เหมือนกันนะว่าต่อไปภูมิปัญญานี้จะมีคนสืบทอดหรือเปล่า เพราะงานมันหนักถ้าไม่อดทนพอก็ไปไม่รอด ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาซื้อต้นพันธุ์และมาดูการทำบ่อย ๆ แต่พอเขาไปทำเองก็ทำไม่ได้ เช่นเจอแมลงลงก็ถอดใจ หรือพอปลูกได้ไปแช่ในแหล่งน้ำที่ไม่ดี พอผักเน่าหมดเขาก็เลิก” ด้วยเหตุนี้ผักกระเฉดชะลูดน้ำที่แปลกอร่อยไม่เหมือนใครจึงยังมีเฉพาะที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรีเท่านั้น สนใจสามารถโทรสั่งกับป้าสมนึกได้ที่หมายเลขที่ให้ไว้ข้างต้น ส่วนใครคันไม้คันมืออยากลองปลูกเอง ป้าสมนึกบอกให้เตรียมเงินค่าต้นพันธุ์ไว้สัก 2,000 บาท บวกค่าปุ๋ยอีก 5,000 บาท ในการปลูกครั้งแรก สำหรับพื้นที่ปลูกขนาดประมาณ 2-3 งาน ส่วนแหล่งน้ำสำหรับแช่หรือกดน้ำผักกระเฉดให้ได้ยอดชะลูด อันนี้ต้องเสาะหาแหล่งน้ำในพื้นที่กันเอาเอง ซึ่งป้าสมนึกบอกว่ายินดีมากที่จะมีคนสืบทอด เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาการทำผักกระเฉดชะลูดน้ำจากถิ่นแควหนุมานแห่งนี้เลือนหายไป ที่มา https://www.facebook.com/agriculturemag/ Download Best WordPress Themes Free DownloadDownload Nulled WordPress ThemesDownload Best WordPress Themes Free DownloadDownload Nulled WordPress Themesudemy paid course free downloaddownload karbonn firmwareDownload Nulled WordPress Themeslynda course free download ผักกระเฉด Sunisa Wongthon / About Author หากสองมือของเกษตรกรช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ เราขอใช้สองมือของเราช่วยสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรเช่นกัน More posts by Sunisa Wongthon