ค่านิยมเรื่องความงามในบ้านเราที่เปลี่ยนจากฟันดำมาสู่ฟันขาวใส ทำให้การใช้งานหมากพลูลดน้อยลงจนเหลือเพียงความจำสีจาง ถึงอย่างนั้นพืชพรรณที่เคยมีความสำคัญมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยออเจ้าก็ยังไม่ได้สูญหายไปไหน เพราะยังต้องมีการใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ปัจจุบันยังเพิ่มเติมด้วยความต้องการจากตลาดต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงแรงงานหนุ่มสาวชาวเมียนมาในประเทศไทยที่ยังนิยมเคี้ยวหมากกันมากมาย สวนหมากพลูจึงยังมีอนาคต แม้ไม่ถึงขั้นสร้างเงินตรามากมายจนถึงขั้นต้องไล่นับต้นเพื่อเก็บภาษีกันอย่างเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ก็นับเป็นพืชน่าสนใจ มีตลาดหลายช่องทาง รวมถึงปลูกผสมผสานกับพืชชนิดอื่น ๆ ได้ ดังเช่นที่สวนของ คุณชัยศรี ไทยทวี ที่ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม “ตั้งแต่เกิดที่บ้านก็ทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายชนิด เช่น ส้มโอ กล้วย มะนาว มะม่วง มะพร้าว และอีกสารพัดพืชล้มลุก รวมถึงหมากและพลูก็มีมาตั้งแต่ตอนนั้น หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อไม่ได้ไปทำงานประจำที่ไหน จึงกลับมารับช่วงทำสวนจนถึงปัจจุบันมากกว่า 30 กว่าปีแล้ว” คุณชัยศรีเกริ่นถึงสวนผสมของที่บ้าน ซึ่งพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ถูกยกเป็นร่องสวน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ น่าแปลกใจว่าแทนที่จะปลูกไม้ผลชนิดอื่น ๆ ที่มองดูแล้วเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะทำเงินได้มากกว่า คุณชัยศรีกลับเลือกปลูกต้นหมากมากกว่า 2,000 ต้น “ผมจะปลูกต้นหมากบริเวณริมตลิ่ง เว้นระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร เพื่อใช้ป้องกันตลิ่งพัง เพราะในร่องสวนเลี้ยงปลานิลและปลาแรดเป็นจำนวนมาก ถ้าไม่ปลูกหมากให้ถี่ไว้ ปลานิลจะขุดดินจนตลิ่งพัง ร่องสวนก็จะเล็กลง แต่ร่องน้ำจะกว้างขึ้น แต่การที่มีรากหมากช่วยยึดเกาะดินไว้ ตลิ่งก็ไม่พัง แม้จะมีต้นหมากบางต้นล้มลงแทน เพราะปลานิลขุดดินใต้ต้นหมากเป็นโพรง” ประโยชน์ของหมากไม่เพียงปลูกไว้เพื่อใช้รากยึดตลิ่งไม่ให้พัง ต้นหมากสูงใหญ่ยังเป็นร่มเงาอย่างดีให้กับพืชพรรณอื่น ๆ อาทิ ส้มโอ มะนาว ฯลฯ ที่สำคัญรายได้จากการเก็บหมากขายก็น่าพอใจไม่น้อย เช่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนพฤษภาคม หมากจะมีราคาสูงที่สุด ราคาออกจากสวนถึงลูกละ 1-1.50 บาทขึ้นไป และกว่าจะถึงผู้บริโภคราคาก็ขยับขึ้นไปสูงถึงผลละ 5-10 บาท ราคาหมากจะลดลงในช่วงฤดูฝน การทำสวนปลูกหมากจึงไม่ควรทำในลักษณะของพืชเชิงเดี่ยว แต่ควรทำเป็นสวนผสม ปลูกหมากร่วมกับพืชชนิดอื่น ๆ ไปด้วย เพราะจะทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี ในช่วงที่ราคาหมากไม่ดีก็จะมีรายได้จากพืชชนิดอื่น ๆ สลับหมุนเวียนกันเข้ากระเป๋า ซึ่งที่สวนของคุณชัยศรีจะขายเป็นหมากสด แบ่งออกเป็นชนิด “หมากหน้าแดง” ซึ่งคนกินหมากกับพลูจะชอบ และ “หมากหน้าขาว” หมากผลใหญ่ที่มักนำไปใช้ในงานพิธีกรรมมากกว่า เนื่องจากเมื่อผ่าออกมาทิ้งไว้สักพักยางหมากจะทำให้พื้นผิวที่ผ่าออกมีสีเข้มขลัง แต่หากนำหมากหน้าแดงไปผ่าทิ้งไว้สีผิวของเนื้อหมากจะเป็นสีดำไม่สวยงาม หมากสดขายได้ราคาก็ดี หมากแห้งส่งนอกราคาก็สูง ตลาดสำคัญของหมากนอกจากจำหน่ายในประเทศ ต่างประเทศก็ยังมีผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมาก และยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสีและยา ทำให้ไม่เพียงในสมัยอยุธยาเท่านั้น ที่หมากเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ แต่หลายสิบปีมานี้ประเทศไทยมีการส่งออกหมากสดจำนวนมากไปขายยังประเทศไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม พม่า ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา ส่วนหมากแห้งตลาดรองรับอยู่ที่อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ซาอุดีอาระเบีย อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งราคาหมากทุกวันนี้รับซื้อกันสูงกว่ายางพารา ชาวสวนยางพาราจึงหันมาทำหมากแห้งเป็นอาชีพเสริมจำนวนมาก และในช่วงที่หมากราคาดี รายได้จากพืชเสริมชนิดนี้ยังสูงกว่าพืชหลักเสียอีก อ่านถึงตรงนี้แล้ว หากใครมีพื้นที่ปล่อยทิ้งรกร้างอยากปลูกหมากบ้าง จะต้องเริ่มอย่างไร คุณชัยศรีฝากแนะนำว่า “ต้องหาตลาดก่อนปลูก ต่อจากนั้นหาต้นพันธุ์หมาก (ถ้าขายหมากสดเน้นหน้าแดง ถ้าขายหมากพิธีกรรมเน้นหน้าขาวลูกใหญ่) หมากเป็นพืชที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก โรคแมลงรบกวนน้อย ลงทุนไม่สูง ทำรายได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลานานนับสิบปี ส่วนสถานที่ปลูกอยู่ที่ว่าจะยกเป็นร่องสวนหรือปลูกบนพื้นราบทั่วไป เพราะแต่ละสถานที่ไม่เหมือนกัน และควรปลูกผสมผสานร่วมกับพืชชนิดอื่น” การปลูกหมาก หมากเป็นพืชตระกูลปาล์ม มีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทลำดับที่ 4 รองจากนิโคติน แอลกอฮอล์ และกาเฟอีน โดยเฉลี่ยหมากจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุได้ประมาณ 4-6 ปี การตกลูกเร็วหรือช้าขึ้นกับการดูแลรักษา โดยหลังจากนั้นจะให้ผลผลิตนาน 20-30 ปี ระยะเวลาที่เหมาะกับการปลูกหมากคือต้นฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม การปลูกมี 2 รูปแบบ คือ แบบยกร่อง ระยะห่างระหว่างแถวขึ้นอยู่กับความกว้างของร่อง ระหว่างต้นห่าง 2-3 เมตร แบบพื้นราบ ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 2×3 เมตร ต้นหมากที่อายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ปลูกจะต้องทำการหุ้มต้น เพราะลำต้นสีเขียวที่ยังอ่อนอยู่ หากถูกแดดเผาจะทำให้ต้นแห้งไม่เจริญเติบโตและตายได้ การหุ้มต้นจะหุ้มหลังจากหมดฤดูฝนด้วยทางมะพร้าว หุ้มปิดลำต้นแล้วมัดด้วยเชือกให้แน่น แต่ไม่ควรหุ้มต้นตลอดจะเป็นที่สะสมโรคแมลง โดยเมื่อหมากเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ในปีที่ 4 เป็นต้นไป ก็จะให้ผลผลิต 2 ช่วงไปเกือบตลอดปี ขึ้นกับอายุของต้นหมาก สภาพแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์ ช่วงการเก็บผลผลิตหมากมีดังนี้ หมากปี จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ช่วงผลผลิตหมากมากคือเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หมากทะวาย เริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม หมากทะวายจะมีราคาแพงกว่าหมากปี (บางตลาดขายปลีกลูกละ 5-10 บาท) การดูแลโดยทั่วไปคือทำให้สภาพดินมีธาตุอาหารเพียงพอจะทำให้ได้ผลผลิตดีตามความต้องการ รวมถึงสภาพอากาศที่เหมาะสมด้วย เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้วประเทศไทยอากาศร้อนมาก หมากมีจั่นแล้วฝ่อคือไม่ติดลูก แต่ต้นที่ติดลูกแต่ลูกหมากลีบก็ทำให้คนปลูกหมากขาดรายได้เป็นจำนวนมาก ที่มา https://www.facebook.com/agriculturemag/ Download Nulled WordPress ThemesPremium WordPress Themes DownloadDownload Premium WordPress Themes FreeFree Download WordPress Themesudemy paid course free downloaddownload intex firmwareFree Download WordPress Themesdownload udemy paid course for free Sunisa Wongthon / About Author หากสองมือของเกษตรกรช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ เราขอใช้สองมือของเราช่วยสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรเช่นกัน More posts by Sunisa Wongthon