เรื่อง: Museum Minds January 6, 2019 ไม้กฤษณา : จากไม้หอมราคาสูงสู่ยากฤษณากลั่นยี่ห้อกิเลนที่สร้างชื่อให้เครือญาติโอสถานุเคราะห์ ไม่นานมานี้พวกเราได้รับภารกิจเป็นภัณฑารักษ์ หาแล้วก็คัดสรรข้อมูลของนิทรรศการใน ‘ร้านขายยาเต็กโชคดีหยู’ ที่กลับมาเปิดกิจการในอีกพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง ล้ง 1919 ทำให้พวกเราจะต้องค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับยาสมุนไพร ทั้งที่มาที่ไปของคนจีนโพ้นทะเลที่นำสูตรยาจากแผ่นดินใหญ่มาเผยแพร่ในประเทศไทย ค้นไปค้นมาก็ไปพบขุมเงินขุมทองเข้าจนได้ ซึ่งขุมสมบัติที่ว่านี้ ไม่ใช่ของเก่าหรือเครื่องเงินเครื่องทองหยอง แม้กระนั้นเป็นไม้กฤษณา (沉香木) ที่มีมูลค่ามากถึงกิโลละหลายหมื่นบาท! ไม้ในสกุลกฤษณา (ชื่อวิทยาศาสตร์เป็น Thymelaeaceae Genus: Aquilaria) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูง 18-21 เมตรขึ้นไป มีปรากฏอยู่ทั่วทั้งโลกโดยประมาณ 15 ประเภท กระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียเขตร้อน โดยเฉพาะในประเทศกรุ๊ปเอเซียอาคเนย์ซึ่งรวมทั้งเมืองไทยด้วย ตามจารึกแล้ว ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่ถูกเอ่ยถึงนับตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ในฐานะสิ่งที่ล้้ำค่าหายาก ราคาสูงราวกับทอง เป็นเยี่ยมในเครื่องหอมธรรมชาติสี่อย่างที่เรียกว่า จตุรชาติสุคนธ์ (กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และก็ดอกไม้) ในประเทศไทย ไม้กฤษณาเป็นสินค้าที่ห้ามขายของสามัญชนทั่วๆไปเนื่องจากว่ามีข้อบังคับให้ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ต้นกรุงศรีอยุธยาในยุคสมเด็จพระที่นารายณ์มหาราช ไม้กฤษณาถูกใช้เป็นเครื่องราชของขวัญและก็เป็นสินค้าส่งออกไปเมืองจีนด้วย รูปแบบของพรรณไม้ในสกุลนี้ ธรรมดาจะมีแก่นไม้สีขาว แม้กระนั้นเมื่อกำเนิดรอยแผล ต้นไม้จะหลั่งน้ำมันสีดำออกมา (บ้างเรียกว่า ‘กำเนิดกฤษณา’) ส่งผลให้เกิดเป็นไม้สีดำมีกลิ่นหอมยวนใจ เมื่อเป็นรูปแบบนี้แล้วจึงเรียกกันว่าไม้กฤษณา อย่างไรก็ตาม ไม้กฤษณาโดยปกติที่ขึ้นตามธรรมชาติจะใช้เวลาถึง 20-30 ปี ถึงจะมีกลิ่นหอมยวนใจตามมาตรฐาน ในตอนนี้ก็เลยมีการนำเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยโดยการฉีดสารรีบความหอมที่เหมาะสมกับกระบวนการทำน้ำหอม โดยจะใช้เวลาปลูกเพื่อใช้งานได้ข้างใน 6-8 ปี ผลิตผลซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้นั้นมีตั้งแม้กระนั้นราก แก่นไม้ ผลกฤษณา ใบแล้วก็ดอกกฤษณา แม้กระนั้นสิ่งที่ขายได้ราคาสูงที่สุดเป็นน้ำมันที่สกัดได้จากไม้ นับว่าเป็นหนึ่งในน้ำมันหอมระเหยที่ราคาแพงแพงที่สุดในโลก (4-5 แสนบาทต่อลิตร!) โดยพวกเราจะสามารถตรวจตราประสิทธิภาพได้โดยการทิ้งขอนไม้ลงในน้ำ ถ้าหากขอนไม้จมน้ำจะจัดว่ามีคุณภาพดีงาม เกรด 1 มักมีแก่นไม้มีสีดำเข้มรวมทั้งกลิ่นหอมหวนมากมาย หากขอนไม้เริ่มลอยปรีดิ์เปรมน้ำ จำพวกนี้มักมีสีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำเงินเข้ม นับว่าเป็นไม้กฤษณาประสิทธิภาพรองลงมา ส่วนถ้าเกิดขอนไม้ลอยน้ำ เป็นไม้กฤษณาคุณภาพแย่นั่นเอง ไม้กฤษณานั้นสามารถประยุกต์ใช้ผลดีล้นหลามในหลายวัฒนธรรม เป็นต้นว่า ชาวอาหรับนิยมประยุกต์ใช้จุดสำหรับเพื่อการประกอบพิธีบาปต่างๆและก็ใช้ประทินโฉมผิว คนมุสลิมใช้ในฐานะพืชที่มีความมงคลในพิธีทางศาสนา แขกฮินดูใช้ผงไม้บดโรยบนเสื้อผ้าหรือร่างกายเพื่อกำจัดหมัดรวมทั้งเหา ส่วนคนจีนชื่อว่าไม้กฤษณามีคุณประโยชน์มากมายก่ายกอง ทั้งยังบำรุงธาตุ ขับลม ช่วยแก้อาเจียนอ้วก อาการหอบหืด แก้ไข้ บำรุงตับ ปอด ท้องเฟ้อ ท้องอืด รักษาโรคในไส้ โรคกระเพาะของกิน ในนิทรรศการของร้านขายยาเต็กโชคดีหยู พวกเราจะมีความคิดเห็นว่าไม้กฤษณาได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นผู้แสดงนำชายในกระบวนการผลิต ‘ยากฤษณากลั่นยี่ห้อกิเลน’ เคียงคู่กับสมุนไพรอีก 12 จำพวก โดยสูตรยานี้มีที่มาจากนายแป๊ะ แซ่ลิ้ม คนจีนที่ย้ายถิ่นมาประเทศไทยตั้งแต่ พุทธศักราช 2434 เขาเคยเช่าห้องแถว 1 คูหาเขตสำเพ็งเพื่อเปิดเป็นร้านขายของจิปาถะ ตั้งชื่อร้านค้าว่า เต็กโชคดีหยู แล้วก็ที่ร้านค้าที่นี้เอง เขาได้เลือกจับสูตรยาของบรรพบุรุษคนจีนมาผลิตขายใต้แบรนด์ ‘ยี่ห้อกิเลน’ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องหมายสัตว์มงคลของจีนด้วย โดยกรรมวิธีการผลิตยากฤษณากลั่นยี่ห้อกิเลนนั้นเริ่มจากนำส่วนประกอบสมุนไพรมาบดให้ได้ขนาดที่อยาก หลังจากนั้นก็เลยนำไปชั่งน้ำหนัก ล้าง และก็นำไปหมักในแอลกอฮอล์เพื่อตัวน้ำมันละลายออกมาตรงเวลาขั้นต่ำ 15 วัน ก่อนจะเอามาบรรจุขวดขายตามหลักสุขลักษณะ (ว่ากันว่า ยากฤษณาเวอร์ชั่นเวลานี้ก็ยังคงใช้สูตรเดิม ทำให้มีแอลกอฮอล์ในยามากถึง 54 เปอร์เซ็นต์) คุณประโยชน์แก้ท้องเสียของยากฤษณากลั่นได้มีชื่อเสียงขจรขจายกว้างใหญ่เมื่อกองเสือป่าหลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เอาไปใช้ขณะกำเนิดโรคท้องร่วงร้ายแรงระบาดระหว่างซ้อมรบที่ตำบลดอนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ในปี พุทธศักราช 2455 โดยเสือป่าที่กินยากฤษณากลั่นทุกคนหายจากโรคท้องร่วงปกติอย่างน่าพิศวง เมื่อความรู้ถึงรัชกาลที่ 6 ท่านก็เลยทรงเสนอแนะให้ทหารและก็เสือป่าใช้ในธุรกิจการค้า แล้วก็ทรงเอ่ยถึงยานี้เอาไว้ในหนังสือพระราชนิพนธ์ กันป่วยไข้ อีกด้วย ทั้งยังทรงตั้งนายแป๊ะให้เป็นมหาดเล็ก และก็ถัดมาพระราชทานสกุลใหม่ว่า ‘โอสถานุเคราะห์’ เอามาสู่กิตติศัพท์และก็การบรรลุเป้าหมายของห้าง ‘ยารักษาโรคที่ประชุม’ ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมายอดเยี่ยมในบริษัทด้านผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าดึงดูดเป็น ด้วยค่าไม้กฤษณาที่ราคาแพงสูงสวนกับเวลาเพาะปลูกนาน ปริมาณไม้หอมจำพวกนี้ในป่าก็เลยเหลือลดน้อยลงเรื่อยจนถึงน่าห่วง ถึงกับขนาดที่ควรมีการกำหนดให้ไม้กฤษณารวมทั้งสินค้าเป็นพืชรักษาบัญชีที่ 2 หรือพืชใกล้สิ้นซาก ตามพ.ร.บ.พืชพันธุ์ ปี 2518 แล้วก็ที่ปรับแก้เพิ่ม ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจบังคับของอนุสัญญาเกี่ยวกับการค้าขายระหว่างชาติซึ่งประเภทสัตว์ป่ารวมทั้งพืชป่าที่ใกล้สิ้นซาก หรือไซเตส เพราะฉะนั้นกระบวนการทำการค้าขายระหว่างชาติจำเป็นต้องขอหนังสืออนุญาตจากสำนักปกป้องพืชพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรทุกคราว เมืองไทยได้จดทะเบียนไม้ที่ปลูกกับไซเตสไว้ทีแรกปริมาณ 7,404,452 ต้น เดี๋ยวนี้มีการปลูกทั่วทั้งประเทศโดยประมาณ 15 ล้านต้น แม้กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความอยากได้ของตลาดที่ยังคงขยายมากขึ้นเรื่อยเป็นเหตุให้เกิดกระบวนการลักลอบตัดและก็ค้าไม้หอมจากป่าสงวนอย่างไม่ถูกกฎหมาย กำเนิดกรณีปะทะกันกับข้าราชการรักษาป่าในเขตป่าสงวนของหลายจังหวัด ดังเช่นว่า ชัยภูมิ เมืองจันท์ จังหวัดนครนายก อื่นๆอีกมากมาย หลายๆครั้งก็ร้ายแรงขนาดที่มีผู้ตายทั้งสองฝ่ายด้วย พวกเราขอชี้แนะว่า หากคนใดกันพอใจต้องการศึกษาว่าไม้กฤษณานั้นเค้าหน้าคืออะไร ก็ไม่ต้องไปบุกป่าสงวน คุณสามารถไปที่ล้ง 1919 เข้าชมนิทรรศการเกี่ยวกับยากฤษณากลั่นยี่ห้อกิเลนของ ร้านขายยาเต็กโชคดีหยู (อยู่ใต้ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว) ได้วันแล้ววันเล่าโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แม้กระนั้นหากใครกันแน่กล้าหาญก็สามารถทดลองซื้อยากฤษณากลั่นของเขามาทดลองลองดูด้วยนะ ขอบอกเลยว่าพวกเราทดลองใช้แล้ว ดีจังอะไรจริง! Tags: พิพิธภัณฑสถาน , museum , ล้ง 1919 , LHONG 1919 , ขุมสมบัตินักพิพิธภัณฑสถาน , ไม้กฤษณา , โอสถานุเคราะห์ Author Museum Minds กลุ่มคนรุ่นหลังหัวใจรักพิพิธภัณฑสถาน รับให้คำแนะนำด้านกระทำการ, เล่าคอลเลกชั่น, สร้างสื่อเล่าเรียน, พินิจพิจารณาผู้เข้าชม แล้วก็ทำแบบประเมินนิทรรศการให้ไม่วเซียมทั่วราชอาณาจักร