เรื่อง: น้ำขว้างย ไชยฤทธิ์ February 24, 2019 Kodaline : วงดนตรีที่เปลี่ยนแปลงความจริงเป็นเพลงโศกสลด และก็เปลี่ยนแปลงเพลงเสียใจเป็นความสุขในชีวิต Highlights Kodaline เป็นวงร็อกเชื้อชาติไอริชที่มี Steve Garrigan, Vincent May, Jason Boland รวมทั้ง Mark Prendergast รวมทั้งมีเพลงได้รับความนิยมอย่าง All I Want, High Hopes รวมทั้ง The One ปัจจุบัน พวกเขาออกอัลบั้มใหม่ในชื่อ Politics of Living ที่มิได้เกี่ยวกับการบ้านการเมือง แม้กระนั้นจับเรื่องความเกี่ยวเนื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ทั้งยังความรัก อกหัก เพื่อนฝูง ไปจนกระทั่งครอบครัว มาแต่งเป็นเพลง ซึ่งเมื่อมองดูย้อนกลับไป พวกเขาก็ใช้องค์ประกอบชีวิตจริงมาเขียนเพลงตั้งแต่อัลบั้มแรกด้วย เพลงจำนวนมากของพวกเขาเป็นเพลงสลด แม้กระนั้นเมื่อเล่นบทเพลงกลุ่มนี้ เหล่าสมาชิกกลับไม่รู้จักสึกเศร้าหมอง สลับกัน เมื่อแบ่งปันเพลงออกไป พวกเขาพบว่ามันทำให้ความสบายในชีวิตมากขึ้นเสียแบบนั้น ตั้งแต่เพลง High Hopes ของ Kodaline ปลดปล่อยออกมาในปี 2013 วงดนตรีเชื้อชาติไอริชวงนี้ก็เข้ามาจองพื้นที่ในใจฉันอย่างแน่นแฟ้นแบบไม่มีผู้ใดแทนที่ได้ อาจเป็นเพราะเนื่องจากความเศร้าหมองที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อเพลงและก็ดนตรีที่ทำให้ร้องไห้ได้แบบไม่ทันตั้งตัว ก่อนอีกหลายเพลงของวงจะช่วยทำให้แรงใจรวมทั้งแก้ไข สลับกันไปๆมาๆ คล้ายกับชีวิตที่มีอีกทั้งเศร้าใจแล้วก็ร้องไห้แต่ว่าก็ยังมีระยะเวลาที่ความสำราญแล้วก็ความคาดหวังเปล่งรัศมี แล้วก็เป็น Politics of Living อัลบั้มปัจจุบันของ Kodaline ที่ทำให้ฉันได้ทราบว่าก่อนหน้าที่ผ่านมา แต่ละเพลงจากปลายปากกาของพวกเขาล้วนแล้วแต่เขียนขึ้นจากชีวิตจริงทั้งนั้น Steve Garrigan (นักร้องนำ), Mark Prendergast (กีตาร์), Vincent May (กลอง), Jason Boland (เบส) “มันสำคัญมากสำหรับเราที่จะเขียนเพลงจากความจริง” Steve Garrigan นักร้องนำบอกพวกเราไว้ในตอนหนึ่งของบทสำหรับพูดข้างหลังเวที ก่อนเพื่อนร่วมกลุ่มจะย้ำกับพวกเราประเด็นนี้อีกบ่อยราวกับเป็นแนวนโยบายที่พวกเขายึดมั่นถึงแม้ไม่มีลายลักษณ์อักษรรับรอง ตลอดหลายปีก่อน ข้อเท็จจริงในเพลงของ Kodaline ช่วยพาฉันออกมาจากช่วงเวลายากๆนับครั้งไม่ถ้วน แม้กระนั้นที่น่ามหัศจรรย์เป็นเรื่องเศร้าพวกนั้นของพวกเขา เมื่อผ่านเวลาไปนานๆกลายเป็นความสุขที่รับรองได้ด้วยรอยยิ้มตั้งแต่ข้างหลังเวที ไปจนถึงโมเมนต์ที่พวกเขาเดินลงมาประสานมือแฟนคลับเมื่อการแสดงดนตรีจบลง กลไกแปลงความหม่นหมองเป็นความสุขของพวกเขาเป็นยังไง ให้บทสำหรับพูดข้างล่างเป็นคำตอบ บทสัมภาษณ์ของพวกท่านพูดว่าอัลบั้ม Politics of Living เอ่ยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน มันสำคัญมากแค่ไหนพวกท่านถึงได้ใช้เป็นคอนเซปต์ของอีกทั้งอัลบั้ม Mark : ทุกเพลงของพวกเราแต่งขึ้นจากบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆอัลบั้มของพวกเรามิได้เอ๋ยถึงประเด็นการเมือง แม้กระนั้นกล่าวถึงความเกี่ยวพันในชีวิต เมื่อคุณโต้เถียงกับบางบุคคล ทั้งยังเรื่องที่ดี เรื่องที่ไม่ดี พวกเราชอบถือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วก็ใส่ลงไปในเพลง ฉะนั้นแต่ละเพลง หากมิได้แต่งขึ้นจากเรื่องที่เกิดกับพวกเรา มันก็มีต้นเหตุที่เกิดจากเรื่องที่กระทบชีวิตเรา เรื่องราวแบบไหนที่กระเทือนใจพวกท่านเป็นพิเศษ Jason : พวกเรามักคุยกันว่าพวกเราจะต้องไม่คดโกงให้เยอะที่สุด พวกเราเขียนจากความจริง พวกเราปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมามิได้ ด้วยเหตุนี้มันก็เลยเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาในชีวิต เสมือนการแชร์ไดอารีของคุณกับคนทั่วทั้งโลก บางเพลงบางทีอาจมิได้มีเรื่องมีราวราวเบื้องหน้าเบื้องหลังที่เจาะจงขนาดนั้น แม้กระนั้นมันเกี่ยวกับเพื่อนฝูงๆของพวกเรา เกี่ยวกับคนจริงๆประสบการณ์จริงๆที่เราพบมา Mark : เพลง Brother ก็คือเรื่องของเรานะ พวกเรามีความเห็นว่าสมาชิกของพวกเราเสมือนลูกพี่ลูกน้อง กระบวนการทำวงดนตรีเกิดเรื่องที่พิเศษมากมาย พวกเราได้ทำเพลง ได้ท่องเที่ยวทั้งโลก แต่ว่าสำหรับชีวิตส่วนตัวครั้งคราวมันก็เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม มีเรื่องมีราวเกิดมากมายตลอดระยะเวลาก่อนหน้านี้ Brother ก็เลยเป็นเพลงที่ให้อารมณ์ดังในตอนที่พวกเราวางมือบนไหล่สหายแล้วพูดว่าพวกเราอยู่ที่ตรงนี้กับนายนะ Head Held High ก็คล้ายคลึงกัน มันเป็นเพลงที่ค่อนข้างจะสนุกรวมทั้งผ่องใส พวกเราอยากที่จะให้มันเป็นเพลงที่เอ่ยถึงพลังบวก ทำให้ท่านได้เห็นด้านดีๆของชีวิต เมื่ออะไรๆไม่เป็นดุจจิตใจพวกเราก็อยากที่จะให้คุณ keep your head held high แล้วก็พากเพียรก้าวผ่านมันไป เร็วๆนี้พวกท่านออกมากล่าวเรื่องโรคซึมเซา มันทำให้ฉันรำลึกถึงนักประพันธ์บางบุคคลที่กล่าวว่าภาวการณ์แบบนี้ทำให้พวกเขาหวั่นไหวกับเรื่องรอบกายมากยิ่งขึ้นและก็ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเพื่อการเขียนได้ กับการเขียนเพลงมันเช่นกันไหม Steve : จริงๆมันก็เช่นเดียวกันนะ เพราะเหตุว่าถ้าหากคุณอยู่ในโหมดการเขียนเพลงแล้วมันก็ยากที่จะดับสวิตช์ สมมุติว่าผมกำลังอยู่ในโหมดเขียนเพลง พอเพียงผมมองเห็นบางสิ่งผมก็จะรู้สึกว่ามันคงจะเอาไปเขียนเพลง ทดลองเขียนโน้ตขึ้นมา ได้มองเห็นแรงจูงใจอยู่ตลอดๆแต่ว่าผมก็มีความรู้สึกว่ามันทำให้ท่านเป็นคนเซนสิคราวฟต่อผู้คน สถานที่ แล้วก็ประสบการณ์ที่พบมากเกินความจำเป็นได้เช่นกัน ก่อนหน้าที่ผ่านมา มีเมื่อไหร่ไหมที่คุณรู้สึกเซนสิครั้งฟมากมายๆจนถึงต้องการเขียนเพลงเกี่ยวกับมัน Steve : ทั้งหมดทุกอย่างเลย อะไรก็ได้ ในเวลาที่พวกเราเขียนเพลง สิ่งที่จำเป็นที่สุดส่วนตัวสำหรับเราเป็นเพลงของพวกเราควรมีความหมาย ทุกเพลงก็เลยเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ครอบครัว สหาย ความเกี่ยวเนื่อง การเลิกรา คืนดี สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เศร้าหมองมากมายๆตัวอย่างเช่น มีคนจากไปพวกเราก็เขียนเพลงเพื่อจำพวกเขา มันสำคัญมากสำหรับเราที่จะเขียนเพลงจากความเป็นจริง Vincent : ผมรู้สึกว่าคุณสามารถถูกจับได้ถ้าเกิดคุณเขียนเรื่องไม่จริง ผู้ฟังสามารถแลเห็นได้นะว่ามันเกิดเรื่องใช่หรือไม่ แล้วก็มันยากส่วนตัวสำหรับเราเช่นเดียวกันที่จะทำให้คนเชื่อในเพลงของพวกเราถ้าหากพวกเราไม่เคยรู้สึกเชื่อมโยงกับมัน พวกเราก็เลยเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น Steve : พวกเราต้องการให้ผู้ฟังเก็บเกี่ยวอะไรไปจากเพลงของพวกเราได้ ถ้าเกิดพวกเราไม่เชื่อในมัน คนใดกันล่ะที่จะเชื่อในเพลงของพวกเรา ฉันรู้เรื่องว่ากับเพลงที่แฮปปี้คุณอาจต้องการถ่ายทอดความสบายออกไป แต่ว่ากับ Kodaline ที่มีเพลงเสียใจมากเช่นเดียวกัน คุณต้องการที่จะให้ผู้ฟังฟังแล้วได้อะไร Steve : มันเป็นเรื่องราวในเพลง อารมณ์รวมทั้งความรู้สึกเวลาที่ผมเขียนเพลง หากผู้ฟังกำลังผ่านประสบการณ์ที่คล้ายกันกับผม ยกตัวอย่างเช่นการเลิกรา ผมก็ต้องการให้เขารู้สึกลักษณะเดียวกันกับที่ผมรู้สึก ให้เขาทราบว่าเพลงของพวกเราอยู่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา แม้กระนั้นเอาจริงเอาจังๆเมื่อพวกเราเขียนเพลงเสร็จแล้วก็ปลดปล่อยมันออกไป มันก็ไม่ใช่เพลงของพวกเราแล้ว มันอยู่ที่ผู้ฟังว่าจะเลือกเก็บอะไรกลับไปจากเพลงของพวกเรา อะไรที่สื่อความหมายกับพวกเขา Vincent : ผมว่าดนตรีเป็นสิ่งที่เปิดกว้างสำหรับในการแปลความ ดังเช่น บางเพลงที่พวกเราเขียนสื่อความหมายพิเศษสำหรับเรา แม้กระนั้นมันก็สามารถสื่อความหมายที่ไม่เหมือนกันออกไปๆมาๆกๆในมุมของผู้ฟังได้เช่นเดียวกัน แล้วก็พวกเขาก็ใช้เพลงของพวกเราแก้ไขในตอนที่กำลังจะต้องพบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง Steve : พวกเราได้รับเนื้อความจากแฟนคลับเยอะแยะ กล่าวว่าเพลงของพวกเราช่วยทำให้พวกเขาผ่านระยะเวลายากๆมาได้ ซึ่งเกิดเรื่องที่สื่อความหมายมากมาย และก็อย่างที่คุณกล่าว พวกเรามีเพลงแฮปปี้ๆเช่นกัน รวมทั้งพวกเราก็ต้องการที่จะให้ผู้ฟังแฮปปี้ในเวลาที่ฟังนั่นแหละ (หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่แฮปปี้หรือเพลงทุกข์ใจก็มีจังหวะในตอนที่สมควรของมัน คนชอบกล่าวถึงการที่คุณเอาความกลัดกลุ้มมาเขียนเพลง มีโมเมนต์ที่ความสบายก่อนหน้าที่ผ่านมาที่อยู่ในเพลงบ้างหรือไม่ Jason : ผมมีความรู้สึกว่าอัลบั้มนี้มีเพลงที่สุขสบายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะเพราะเหตุว่าพวกเราเติบโตขึ้น เอนหน้าจอยชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ได้ทราบว่าพวกเราเติบโตมาไกลเพียงใดแล้ว ที่ผ่านมาพวกเราก้มหน้าก้มตาเล่นดนตรี มีความรู้สึกว่าตนเองยังเป็นวัยรุ่นอยู่ รวมทั้งเบาๆเพียรพยายามเติบโตขึ้น จนถึงเมื่อพวกเราพักแล้วก็หันหลังกลับไปดูพวกเราถึงมีความคิดว่ามันเป็นการเดินทางที่ดี Mark : กระทั่งเพลงอย่าง Love Like This ในอัลบั้มแรก มันเป็นเพลงเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่กำลังกระท่อนกระแท่นแต่ว่าพวกเราก็พากเพียรทำให้มันฟังมองแฮปปี้ มีพลังบวกอยู่ในเนื้อเพลงและก็มู้ดของเพลง หรือ Head Held High ที่บันเทิงใจรวมทั้งแฮปปี้ ผมรู้สึกว่าตอนที่คุณกำลังผ่านผ่านระยะเวลายากๆหรือความซึมเศร้า บางทีเพลงเพลงเดียวก็สามารถช่วยคุณออกมาจากช่วงพวกนั้นได้ เวลาคุณเขียนเพลง คุณเขียนมันลงไปบนกระดาษ คุณอ่านมัน ร้องมันออกมา มันก็ดังได้มองเห็นชีวิตของตนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา เสมือนการบำบัดตนเองเช่นเดียวกัน โน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรเพลงของเราถึงออกมาซึมเซา แบบงี้ขณะที่คุณเล่นเพลงระทด คุณระทดบ้างหรือเปล่า Mark : (ตอบโดยทันที) ไม่เลย มันทำให้ผมกระปรี้กระเปร่ามากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาพวกเราเล่นบางเพลง พวกเราจะทราบได้ในทันทีตั้งแต่เพลงขึ้นว่าคู่รักมัน มีคนกรี๊ด มีบุคคลที่ร้องไห้หนักมากมาย แน่ๆว่าเพลงพวกนั้นสื่อความหมายกับพวกเรา เพราะเหตุว่ามันเขียนจากขณะบางช่วงในชีวิต มันก็เลยเป็นความรู้สึกที่ยอดมากเวลาได้มีความคิดเห็นว่าเพลงของพวกเราสื่อความหมายอะไรบางอย่างกับพวกเขา มันเสมือนพวกเราแอบหวังเล็กๆว่าเขาจะเข้าดวงใจพวกเราว่าโมเมนต์ที่พวกเราเขียนเพลง มันกำเนิดอะไรขึ้น Jason : ผมมีความรู้สึกว่าเพลงของพวกเราสื่อความหมายแปรไปเรื่อยยิ่งพวกเราร้องและก็เพอร์ฟอร์มมันเยอะแค่ไหน คุณจะสามารถคิดออกเพียงแค่โมเมนต์ดีๆผมรู้สึกว่าในตอนนี้ All I Want ก็มิได้ให้ความรู้ความเข้าใจสึกราวกับเป็นเพลงเลิกร้างมากแค่ไหนแล้ว แต่ว่าราวกับเป็นความทรงจำจากช่วงนั้นๆมากยิ่งกว่า แฟนคลับของพวกเราหลายๆคนกล่าวว่ามันเป็นเพลงที่ทำให้พวกเขาผ่านผ่านเรื่องเศร้ามาได้จนกระทั่งผมมีความรู้สึกว่าเพลงมันเติบโตไปจนกระทั่งแปลงเป็นเพลงเชิงบวกแล้วด้วย Jason : มันราวกับที่เขากล่าวกันประเด็นการเล่าความทุกข์ใจ เป็นการแบ่งความทุกข์ทรมานลงครึ่งเดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อใดก็ตามพวกเราได้ขับร้องเศร้าหมอง มันก็ราวกับพวกเราได้แบ่งครึ่งความทุกข์ใจกับคนเป็นล้านๆคน ด้วยเหตุนี้พวกเราถึงไม่มีปัญหากับเพลงทุกข์ใจ ยิ่งพวกเราแชร์กับคนมากแค่ไหน พวกเรายิ่งได้รับพลังบวกกลับมา Mark : มันเสมือนการเลิกกับแฟนส่งผลให้เกิดบางเพลงในอัลบั้มแรก รวมทั้งในขณะนี้ 7 ปีที่ล่วงเลยไป เพลงพวกนั้นก็พาพวกเรามาถึงประเทศไทย มีคนขับร้องของพวกเรา เรื่องร้ายเล็กๆอะไรบางอย่างในชีวิตก็สามารถกลายเป็นเรื่องบวกทั้งชีวิตที่เหลือของคุณได้เลย เอ่ยถึงการเดินทาง ในที่สุดแล้วภายหลังจากเดินทางบนทางดนตรีมานับเป็นเวลาหลายปี บรรลุความสำเร็จอย่างยิ่ง คุณยังต้องการทำอะไรอีกไหม Steve : มันเกิดเรื่องที่อะเมซิ่งมากมาย ผมนึกออกในขณะที่พวกเราอัดเพลง Brand New Day พวกเราเขียนเพลงอยู่ในสตูดิโอรวมทั้งยังมิได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง เวลานี้พวกเราเพียงแค่ล้อเลียนไอเดียการเขียนเพลง เล่นดนตรี แล้วก็ได้ท่องโลก แม้กระนั้นมิได้คิดจริงๆว่าพวกเราจะก่อให้มันเกิดขึ้นได้ ต่อจากนั้นยาวนานหลายปีที่พวกเราทำมันได้จริงๆมันก็ยอดเยี่ยมมากมาย อย่างที่คุณมองเห็น ช่วงนี้พวกเราอยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร พวกเราไม่เคยมีความคิดว่าพวกเราจะได้มาเล่นตรงนี้ มันเด็ดมากๆมีหลายที่ที่พวกเราเคยไป คนรู้จักกันเพลงของพวกเราแต่ว่าเขาไม่เคยทราบเรา สองสามปีที่ผ่านมาผมท่องเที่ยวเขมร ผมท่องเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งและก็อย่างแรกที่ผมได้ยินเมื่อถึงเกาะเป็นรีไม่กซ์เพลง High Hopes ผมแบบ “อะไรวะ” (หัวเราะ) มันน่าทึ่งแบบเดียวกันนะ และก็ผมก็ยืนอยู่นั่นโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้จักผม มีเพลงของพวกเราเล่นอยู่นั่น มันแจ๋วที่เพลงของพวกเราเดินทางไปไกลกว่าเราเสียอีก Mark : ผมพึ่งนั่งคิดประเด็นนี้ตอนอยู่ที่เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ เพราะว่ารีสอร์ทที่เราพักมันดีมากกว่าสิ่งที่พวกเราน่าจะได้รับมากมายๆผมนั่งรู้สึกว่านี่เป็นทีแรกที่ผมได้มาเมืองไทย พวกเรากำลังจะได้เล่นดนตรีในที่เทศกาลดนตรีขนาดใหญ่เลยจ้ะ โมเมนต์อย่างนี้เกิดขึ้นหลายคราในตอนไม่กี่ปีให้หลัง โดยเหตุนั้น ถ้าหากผมต้องการจะทำอะไรสักอย่าง ผมรู้สึกว่ามันบางครั้งก็อาจจะเป็นการซึมโมเมนต์ต่างๆมากเพิ่มขึ้น เห็นค่าของแต่ละระยะเวลา แล้วก็เป็นสุขกับสิ่งดีๆณ โมเมนต์ที่มันเกิดขึ้น บทสัมภาษณ์นี้มาจากการสัมภาษณ์แบบกรุ๊ปร่วมกับ a day Bulletin ที่ Mangosteen Music Festival 2019 และก็เรียบเรียงโดย a day magazine Tags: วงดนตรี , การแสดงดนตรี , นักแต่งเพลง , ความซึมเศร้า , Kodaline , Steve Garrighan , Vincent May , Jason Boland , Mark Prendergast , เพลง Author น้ำขว้างย ไชยฤทธิ์ Art & Culture Editor / พอใจสารพันของกระจู๋กระจี๋ สิ่งงดงาม ความสุนทรี และก็มีแพสชั่นกับเรื่องผีเป็นพิเศษ Photographer นิติดงษ์ การดี ช่างถ่ายรูปผู้ครอบครองเพจ Rename. ที่ลงงานประจำปีละครั้ง รวมทั้งมีความรู้สึกว่า ถ้าเกิดได้รับประทานกาแฟในช่วงเวลาเช้าหนึ่งแก้ว จัดว่าวันนั้นเป็นวันที่ดี