เรื่อง: ณัฐณิชา เดชารัตน์ January 10, 2018 The End of the F***ing World : ซีรีส์ขำขันร้ายมาแรงบน Netflix ที่มิได้ขายเพียงแค่ความเฟี้ยวรวมทั้งความสติไม่ดีของนักแสดง Creator: Jonathan Entwistle Region: UK Genre: Comedy / Drama “การเป็นบ้าในโลกที่คลั่งแบบงี้ ไม่เรียกว่าบ้าหรอก เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะดีต่างหาก” ถ้าเกิดคุณถูกใจภาพยนตร์ตลกร้าย ดราม่า บ้าๆบอๆ แม้กระนั้นโรแมนติกอย่างแปลก พวกเราขอชี้แนะ The End of the F***ing World ซีรีส์ใหม่แกะกล่องจาก Netflix ที่สร้างกระแฮฮือฮาตั้งแต่ปลดปล่อยเทรลเลอร์ออกมา เรื่องราวของเจมส์ ชายหนุ่มป้อมดวงใจว่าตนเองเป็นพวกโรคจิตแถมวอนนาบีจะเป็นคนร้าย กับอลิซซา สาวขวางโลกต้านทานสังคม ซึ่งการเจอรัก (?) ของทั้งสองเป็นจุดกำเนิดความกบฎบ้าวายป่วงที่พวกเราหลงเสน่ห์ เมื่อซีรีส์ออนแอร์ พวกเราก็เลยไม่พลาดฝ่ามองรวดเดียวจนกระทั่งจบฤดูกาล เพียงแค่ฮุกแรกที่เปิดเรื่องก็เอาผู้ชมอยู่มือด้วยติดอยู่แรกเตอร์ของผู้แสดงที่มีเสน่ห์เหลือหลายทั้งยังเจมส์รวมทั้งอลิซซา ซึ่งมีนิสัยไม่เหมือนกันสุดขีดแต่ว่าดันมาเกี่ยวข้องกันเป็นความสโมสรแปลกๆเวลาที่เจมส์กำลังมองหาเหยื่อรายแรกที่เขาจะทดลองฆ่าก็พบว่าอลิซซากำลังพึงพอใจในตัวเขา เจมส์ก็เลยเสแสร้งคบคุณเป็นแฟนเพื่อหาช่องทางลงมือ และก็พบว่ามันไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิดเพราะเหตุว่าอลิซซาก็มีความคิดไม่ดีเหมือนปกติพอกัน คุณลากเขาไปพบเหตุการณ์ต่างๆซึ่งจำนวนมากเกิดเรื่องวอดวาย ทำให้เจมส์ถลำลึกไปในความเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็เริ่มมีความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคุณเสียแล้ว The End of the F***ing World ได้แรงผลักดันแล้วก็ผลิตขึ้นมาจากนิยายภาพชื่อเดียวกันซึ่งเลื่องลือมากมายๆในปี 2013 โดยซีรีส์ถูกปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงให้มีกลิ่นอาชญากรรมมากยิ่งกว่า คล้ายภาพยนตร์ดราม่าทริลเลอร์ Natural Born Killers (1944) ที่เล่าแฟนฆ่าคนสุดชั่วร้ายเพียงย่อสเกลลงมาเป็นฉบับเด็กหนุ่มสาวที่เรื่องการการฆาตกรรมแปลงเป็นเรื่อง coming of age ไปเสียอย่างงั้น หรือความเด่นแบบคนรักคนร้าย Bonnie and Clyde ที่ทำให้ผู้ชมเบาๆรู้สึกผูกพันกับผู้แสดงที่ทำความผิดกฎหมาย แถมเคมีของผู้แสดงยังเหมาะมากมายจนกระทั่งทำให้พวกเรามั่นใจว่าผู้แสดงทั้งคู่ผ่านอะไรมาด้วยกันและก็รู้สึกพิเศษต่อกันจากใจจริง เรื่องราวของซีรีส์เล่าสลับไปๆมาๆระหว่างมุมมองของเจมส์และก็อลิซซา แล้วก็มีลูกเล่นเป็นวอยซ์โอเวอร์ช่วยสร้างมิติให้ผู้แสดงได้เผยความนึกคิดออกมาปะทะกัน อารมณ์ว่าปากอย่างใจอย่าง บอกอย่างนี้แม้กระนั้นคิดอีกแบบ คนหนึ่งแข็งทื่อมะลื่อตามน้ำไปเรื่อยแม้กระนั้นหวังฆ่าเขา อีกคนหงอยเหงาแต่ว่าแกล้งทำเป็นไม่แคร์สังคม เมื่อพวกเรามองไปเรื่อยจะพบว่าประเด็นนี้มิได้มีคนแปลกเพียงแค่สองคน การเสี่ยงอันตรายของพวกเขายังพาให้ไปพบเหล่าคนพิลึกที่ก่อให้เกิดปัญหากระทั่งน่าสงสัยว่าอะไรมันจะดวงไม่ดีได้ขนาดนั้น (แม้กระนั้นหลายคราก็เป็นเนื่องจากว่าความโง่และก็รนหาที่ของนักแสดงเอง) แต่ว่าพอเพียงมีความคิดว่านี่เป็นจักรวาล Fucking World ที่เกิดขึ้นความย่อยยับได้ตลอดระยะเวลาก็เลยเพียงพอมีเหตุผลความวิกลจริตบอของมันอยู่ ความสาใจของซีรีส์หัวข้อนี้ก็เลยอยู่ที่หลายฉากเหี้ยนๆสุดขั้วของคู่ฟั่นเฟือนที่ดูแล้วจำต้องอุทานว่า “เอางี้จริงดิ” พวกเราถูกใจที่เป็นซีรีส์ของอังกฤษแล้วมีฉากจิกกัดขนบหนังอเมริกันแบบแซะเล็กแซะน้อยแม้กระนั้นผู้ชมอย่างพวกเราแอบขำอยู่ข้างหลังหน้าจอ ความเฮฮาร้ายแล้วก็เสน่ห์แบบหนังโร้ดมูฟวี่ที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติ แม้กระนั้นเมื่อดูลึกลงในเรื่องราวเหยเกเหล่านี้แล้ว หนังกลับสะท้อนปัญหาการชุบเลี้ยงของครอบครัวรวมทั้งเงื่อนสำคัญสำหรับเพื่อการประกอบสร้างคนๆหนึ่งขึ้นมา ทำให้พวกเราเห็นที่มาที่ไป รับทราบ รวมทั้งเห็นใจพวกเขา จากเงื่อนที่ดูเหมือนกับว่าบางส่วนกลับขยายกว้างจนถึงกำเนิดเกิดเรื่องใหญ่มหึมา อย่างอลิซซาที่มีปัญหากับพ่อเลี้ยงและก็มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกินในครอบครัวใหม่ของแม่ก็เลยแสดงออกด้วยการทำตนไม่สุภาพไม่แคร์โลก แม้กระนั้นใจจริงแล้วคุณก็คร่ำครวญหาความรักก็เลยเลือกที่จะหาใครบางคนที่รู้เรื่องในแบบความรักวัยรุ่นแทน หรือเจมส์ที่ตอนต้นเปิดตัวมาด้วยติดอยู่แรกเตอร์ไม่มีหัวใจ ไร้อารมณ์ แต่ว่าจริงๆเขากลับมีเงื่อนรอยแผลบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พวกเราทราบว่าตามที่เป็นจริงแล้วผู้แสดงนี้มิได้มีจิตวิปริตอะไรเลย ทั้งผองเชื้อเชิญให้พวกเราฉุกคิดว่าการที่นักแสดงวัยรุ่นเลือกเดินผิดทาง ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นด้วยเหตุว่าพวกเขาถูกไม่มีความสนใจหรือไม่ ในที่สุดด้วยใดๆ ปัญหาย่อมย้อนกลับไปที่คนแก่อยู่ดี ไม่ว่าจะคนแก่ในครอบครัวหรือคนแก่ในสังคม นี่ก็เลยเป็นซีรีส์ที่บอกพวกเราว่ายังมีปัญหาที่คนแก่แล้วก็เด็กจำเป็นต้องร่วมมือกันปรับแต่ง ไม่ใช่กล่าวร้ายฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งสิ่งเดียว สำหรับเราตรึงใจในจริตความแปลกของแต่ละผู้แสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนำของเรื่องอย่างเจมส์ที่สวมบทโดย อเล็กซ์ ลอว์คุณร์ (Alex Lawther) ที่คอซีรีส์คุ้นตาชินตาดีจากซีรีส์สุดดังอย่าง Black Mirror มาประเด็นนี้อเล็กซ์ก็ทำให้พวกเรารักความเป็นเจมส์กับค้างแรกเตอร์แข็งทื่อด้านแต่ว่าดันน่ารักน่าเอ็นดูชักชวนหลง แล้วก็อลิซซาซึ่งสวมบทโดยเจสสิกา บาร์เดน (Jessica Barden) ที่จำเป็นต้องเค้าหน้าท่าทีแบบเจสสิกาเพียงแค่นั้นถึงจะยุแหย่ผู้แสดงนำชายได้ (พวกเราตกหลุมรักการพูดสำเนียงบริติชของคุณมากมาย โคตรชักชวนฟัง) อีกอย่างที่ลืมมิได้เป็นเพลงประกอบซีรีส์สุดดีเลิศ อีกทั้งตอนฉากตื่นเต้นที่ตั้งใจใส่เพลงแจ๊สเนิบช้ากวนอารมณ์แบบเฮฮาร้าย เพลงอินดี้ป๊อปจังหวะบันเทิงใจชักชวนให้เปิดฟังระหว่างขับขี่รถ และก็เพลงแนวอื่นๆที่ประกอบรวมกันจนกระทั่งขับย้ำอารมณ์มากมายในแต่ละฉาก The End of the F***ing World มีเพียงแค่ 8 ตอน แต่ละตอนมีความยาวราว 20 นาที ทำให้เรื่องราวดำเนินอย่างกระชับ เร็วทันใจ ไม่มีกินเวลา มองจบได้ด้านในวันเดียว เว้นเสียแต่พวกเราจะมองเห็นวิวัฒนาการของสองนักแสดงหลักแล้ว ยังมีตัวละครสมทบที่โดนจับคู่กับใจความสำคัญอื่นๆไว้อย่างน่าดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรไม่นิมาร์ตแสนซื่อเบื่อหน่ายชีวิต คู่ซี้ตำรวจที่มีความเกี่ยวเนื่องมากยิ่งกว่าเพื่อนผู้ร่วมการทำงาน ชาวผิวสี คนผิวขาว เพศลำดับที่สาม ทั้งหมดทั้งปวงถูกยำรวมกันจนถึงไม่น่าเชื่อว่าใจความสำคัญทั้งผองจะสามารถอยู่ในซีรีส์สั้นๆแต่ว่าสนุกสนานมากเรื่องนี้ได้ จนกระทั่งพวกเราแอบลุ้นเลยว่าควรจะมีฤดูกาลถัดไปแน่ๆ ภาพ IMDb Tags: Netflix , the end of the fucking world , the end of the f***ing world , ซีรีส์ Author ณัฐณิชา เดชารัตน์ กองบรรณาธิการ a team junior 13 ผู้ดูโลกเป็นซีนรวมทั้งไดอะล็อก เสพติดโกโก้ และก็พึ่ง M150 เป็นบางโอกาส